ในการทำ KM ของคณะ ผมอยากให้เอา “งาน” เป็นศูนย์กลาง เราต้องใช้ความรู้ในการทำงานและเราต้องเรียนรู้ “ความรู้” ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน สิ่งหนึ่งที่ผมประสบด้วยตัวเองคือบุคลากรของคณะ (รวมทั้งคณบดีด้วย) คือการไม่ชอบจดบันทึก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากเพราะทำให้สิ่งดี ๆ ความคิดดี ๆ อยู่ไม่คงทน (ผมไม่แน่ใจว่าการไม่ชอบจดบันทึกเป็น “จริต” ของวิศวกรหรือไม่ เพราะที่สังเกตดู สายวิศวกรเป็นศาสตราจารย์น้อยกว่าสายแพทย์และวิทยาศาสตร์ คงเนื่องมาจากเหตุนี้ด้วยกระมัง)
การที่จะกระตุ้นให้เกิดการบันทึกความรู้ไว้เป็นขององค์กรนั้น CoP จะช่วยได้มาก โดย CoP ที่มีกติกาชัดเจน (บังคับ) ให้มีคุณลิขิตเป็นผู้จับประเด็นและบันทึกไว้เป็นการฝึกฝนที่ดี ในการบรรยายผมเลือกใช้โมเดลของ Wenger เพราะมีแค่ ๓ องค์ประกอบ โดยแต่ละองค์ประกอบผมเน้นในหัวข้อต่อไปนี้
๑. โดเมนหรือหัวข้อความรู้ อันนี้ผมย้ำเลยว่าต้องเกิดจากความต้องการจริงของกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน และใช้งานเป็นศูนย์กลาง ผู้บริหารจะไม่สั่งลงไปเด็ดขาดว่าต้องตั้งกลุ่ม CoP เรื่องนั้นเรื่องนี้ (จริง ๆ ผมเองก็ไม่ได้สั่งแต่บ่นกลาย ๆ ว่าอยากเห็นกลุ่มไหนบ้าง)
๒. ชุมชน องค์ประกอบนี้ผม challenge ลงไปว่าทำอย่างไรจะไม่เกิดเป็นชุมชนเฉพาะกิจ (หมดวาระตามผู้บริหาร) แต่ให้เป็นชุมชนจริง ๆ ที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจที่จะแลกเปลี่ยนความรู้กัน ผมบอกว่ามันต้องใช้เวลาพอสมควรแต่เชื่อมั่นว่าบางกลุ่มมีความพร้อมและไม่ต้องใช้เวลามาก
๓. แนวปฏิบัติ ผมย้ำสุด ๆ ในเรื่องของการบันทึก และเอามาใช้ประโยชน์ในการทำงานจริง ๆ (practice) ไม่งั้นจะกลายเป็น CoI ; Community of Interest ไป คือสนใจมาพูดคุย พอสบายใจแล้วก็กลับ ไม่ได้เอาไปใช้ในการทำงาน
องค์ประกอบทั้ง ๓ นี้เป็นความรู้ตามทฤษฎี อยากเห็นเหมือนกันว่าเวลานำไปปฎิบัติจริงแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง