สองมือประนมยกขึ้นไหว้ อัญชลี
สองนิ้วหัวแม่มือจรดหว่างคิ้ว วันทา
สองมือแบก้มกราบลง อภิวาท
เบญจางคประดิษฐ์ไซร้ กราบขอบพระคุณ “เจ้ากรรมและนายเวร”
กรรมเก่าที่เราเคยก่อ เมื่อก่อนที่เคยตามเล่นงานให้ท้อแท้
เดินผิด คิดหลง เคยโทษคนอื่นคอยรังแก
แต่วันนี้รู้แน่ชัด กรรมเราเอง
ในวันนี้ฉันขอกราบขอบพระคุณท่านเจ้ากรรมและนายเวรเป็นอย่างยิ่ง
ที่ไม่ประวิงเวลา สานต่อกรรม ไว้ชาติหน้า
เอาชาตินี้ รับชาตินี้ให้หมดไปตามเวลา
ชาตินี้หนา ใช้ให้สิ้น หมดจากใจ
อันกรรมเก่า ในชาติก่อน ทั้งชาตินี้
หากมีที่ ยังลงเหลือ อยู่แก่ท่าน
ขอชาตินี้ ให้ท่านมา รับบุญพลัน
หรือลงทัณฑ์ กับฉันเสีย ให้หมดไป
หากกรรมใดที่ฉันเคยทำกับท่านมา
โปรดเถิดหนา ตีเฆี่ยนฉัน อย่าให้เหลือ
ชีวิตเก่า ชีวิตก่อน มิจุนเจือ
ชีวิตนี้ ที่ยังเหลือ กอบทำดี
ในวันนี้ ฉันทำดี อุทิศท่าน
เพื่อปลดกรรม แต่ชาติไหน ทำใครมั่ง
กรรมชาตินี้ ฉันรับแล้ว พลิกผลันพลัน
จากสวรรค์ ตกนรก แห่งจิตใจ
เคยรุ่งโรจน์ เสี้ยวนาที กลับพลิกสิ้น
แต่กระนั้น ไม่ประวิง กรรมต่อนั่น
โทษสิ่งโน้น ลงสิ่งนี้ ไม่คิดทัน
วันนี้นั้น รู้ซึ้งผล กรรมทำมา
ขอบพระคุณ ที่ลงทัณฆ์ อย่างสาสม
ชีวิตจม บ่อโคลน สมควรยิ่ง
กรรมฉันก่อ กรรมฉันรับ เป็นแท้จริง
กรรมไม่ทิ้ง สิ่งเคยทำ จำจนตาย
เมื่อหมดเวร หมดกรรม จากกันแล้ว
อุทิศแก้ว อันแววใส ให้แก่ท่าน
แก้วรัตนะ ที่ฉันเพียร ปฏิบัตินั้น
มอบให้ท่าน สู่สุขคติ มิทุกข์ภัย
ขอให้ท่าน ประสบสุข ทุกข์จางหาย
กรรมนั้นคลาย หมดจากเรา เคยผูกสอง
แยกขาดกัน หมดพันผูก หมดตราจอง
กรรมทั้งผอง สิ้นสลาย คลายจากใจ
โอ้ชีวิต เป็นสัจธรรม กรรมแน่แท้
กรรมดีแน่ เสริมชีวิต ลิขิตมั่น
กรรมชั่วซ้ำ กระหน่ำซัด ให้อับพลัน
ซึ้งแล้วนั่น ขอละชั่ว สร้างกรรมดี ทั้งชีวี...เอย

เพิ่งย้อนมาอ่าน บทความนี้ ของท่าน
เข้าใจ และเห็นด้วยกับท่าน.........
"ในวันนี้ ฉันทำดี อุทิศท่าน"
ใช่ วันนี้ฉันทำดี ก็พอ
ณ ลมหายใจในปัจจุบันขณะนี้
ทำดี โดย ภาวนา เจริญสติ อย่างพากเพียร
ตามรู้กายใจไป นั่นแหระ น่าจะพอ
น้อมรับด้วยใจที่น้อม พร้อมเร่งประกอบความเพียรสั่งสมบารมี...
"ศีล สมาธิ และปัญญา"
...
สาธุเจ้าคะ
พอแล้ว "พอ"
พอดี และ "ดีพอ"
พอใจ กับความ พอดี เป็นความพอดีที่ "พอเพียง"
สักกายะทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัว เป็นตน เป็นเรา เป็นเขา นั้นเป็นความไม่พอ ไม่พอใจ ไม่พอดี เราทั้งหลายจึงต้องวุ่นวายกับความไม่พอนี้อยู่ตลอดเวลา
หากพอใจแล้ว พอดีแล้ว ก็สงบแล้ว
ความสุขอื่นใดจักเหนือความสงบนั้นไม่มี...
เมื่อสองวันก่อน
มีเพื่อนพูดเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร !?
เราฟังแล้วก็ รู้สึกขัดๆ
ต่างก็บอกเล่าความทุกข์ตน
พร้อมโทษว่าเป็นเรื่องเจ้ากรรมนายเวร
เลยนั่งรับชะตากรรมไม่ลุกขึ้นทำอะไรเลย
ฟังแล้วได้ลิ้มรส เรื่องปรุงแต่ง จนเห็นหน้าตาเจ้ากรรมนายเวร อย่างเข้มข้น
บ้างก็จุดธูปเทียนไหว้ว่า ไหว้เจ้ากรรมนายเวร มีข้าวสารอาหารแห้ง
บ้างว่าแผ่เมตตาให้ แต่เอให้ใคร ให้อะไร
เพราะปรุงแต่งเจ้ากรรมนายเวร จนมีตัวตนเสียขนาดนั้น
ฟังไปฟังมาก็งง ว่าแท้แล้วเจ้ากรรมนายเวรคือใคร อะไรกันแน่
หนัง ละคร ภาพยนต์ ก็ฮิต ชอบนำคำนี้ไปใช้ จนคนเด็ก คนโต เข้าใจเกินเลย
ตกลงคืออะไรแน่นะท่าน วานสอนคนรูน้อย......
บ้างว่าแท้จริงคือจิตเรานี้เองใช่หรือไม่
แล้วต้องทำอย่างไร
ตกลงคืออะไร คำนี้นะท่าน ???????????????????????????????????
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบไป...
คาถาบทนี้คือสัจธรรมในเรื่องของ "กรรม"
กรรม เป็นคำกลาง ๆ
กรรมนั่นหมายถึง "การกระทำ"
การกระทำของเรามีทั้งดี การกระทำของเรามีทั้งชั่ว
ทำกรรมดีก็ได้กรรมดี ทำกรรมชั่วก็ได้กรรมชั่ว
กรรมทั้งหลายที่เราทำแล้วแม้เพียงเล็กน้อยก็ย่อมติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง
กฏแห่งกรรม (Laws of Kamma) เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ มีเหตุ มีผล
การเชื่อเรื่องกรรม เรื่องเวร นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นพื้น เป็นฐาน เป็นแรงที่จะสร้างศรัทธาในการละความชั่ว และทำความดี
แต่ทว่า... ปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนต่อมาว่า เมื่อเชื่อเรื่อง "กฏแห่งกรรม" แล้ว จะใช้ปัญญาหรืออวิชชาแก้ไขปัญหาจากกรรมหรือการกระทำนั้น
คนเราในทุกวันนี้มีอวิชชามากกว่าปัญญา
คือมีกิเลสและตัณหาเป็นเครื่องบดบังปัญญาที่จะใช้หรือนำพาไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกรรมที่ตนได้กระทำไว้นั้น
จึงละทิ้ง ทอดทิ้งที่พึ่งหรือสรณะอันเกษมคือพระรัตนตรัย
หันหาไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ มองเรื่องกรรมเป็นเรื่องโชค เรื่องดวงไป
หรือแม้แต่เรียกตนว่าเป็นชาวพุทธ เป็นพุทธมามกะ ก็ยังไม่ยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
ยังตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติ กราบไหว้ บูชา ผีสาง เทวดา หรือแม้แต่กระทั่งเคารพนพนอบผู้ไร้ศีลซึ่งย่อมไร้ปัญญา สิ่งเหล่านี้เป็นอวิชชาในสังคม
สังคมทุกวันนี้วุ่นเพราะความรู้...
เพราะความรู้ทั้งหลายแฝงด้วยกิเลส ตัณหา และกามราคะ
คนเราเดี๋ยวนี้ใช้พระพุทธศาสนาหากินก็มาก
พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติศาสนาไว้เพื่อสร้างความร่ำความรวยให้กับใคร
แต่พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสสอนให้สัตว์ทั้งหลายตระหนักและรู้โทษภัยใน "กฏแห่งกรรม" เพื่อที่จะละกรรมดำเสีย แล้วเจริญกรรมขาว
โดยหลักของการทำกรรมนั้นมีอยู่ 4 ประการด้วยกันคือ
1. ละ เลิก และทิ้งการกระทำหรือกรรมชั่ว คือ หากกำลังกรรมชั่วใด ๆ อยู่ก็ขอให้จงละเสียจากความชั่วทั้งปวงนั้น
2. ป้องกัน กาย วาจา และใจมิให้หลงไหล ใฝ่ฝัน กลับไปทำกรรมชั่วอีก
3. สร้างกรรมดี ใครยังไม่เคย ไม่ริ ไม่เริ่มทำกรรมดี ก็จงเริ่มสร้างกรรมดี ด้วยความดี และเสียสละ
4. หากใครทำกรรมดีอยู่เป็นนิจแล้ว ก็ขอให้ทำกรรมดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
ด้วยเหตุนี้เราจะมี "เจ้ากรรมดี และเจ้ากรรมชั่ว"
ด้วยปัจจัยนี้ เราจะมี "นายเวรดี และนายเวรชั่ว"
ใครชอบเจ้า ชอบนาย หรือ "เจ้านาย" แบบไหนก็เลือกได้ด้วยกรรมหรือการกระทำของตนเอง...
คนสมัยนี้ชอบบ่นว่าทุกข์ รู้ทุกข์แล้วแต่ไม่ยอมแก้
เหมือนกับคนรู้อยู่ว่าตัวเองป่วย แต่ไม่ยอมกินยา เพียงแต่ซื้อยามาแล้วก็ได้แต่อ่านฉลาก อ่านแล้วก็วาง วางแล้วก็บ่นว่า มียาแล้วทำไมไม่หายสักที
ยาเขามีไว้ให้กิน ไม่ได้มีไว้ให้อ่าน ให้พูด
เหมือนเด็ก ๆ ที่ซื้อหนังสือมามากมายแล้วเอามาหนุนหัว โดยหวังว่าจะให้ออสโมซิสเขาหัวสมองก็ปานนั้น
ธรรมะนั้นก็เช่นเดียวกัน
เรื่องกฏแห่งกรรม ถ้ารู้แล้วก็เป็นผลดี
พระพุทธองค์สอนในเรื่องเหตุให้เกิดกรรมไว้เป็นเอนกปริยาย
พร้อมกันนั้น พระพุทธก็ได้ทรงตรัสบอกถึงวิธีการแก้ไขเหตุแห่งกรรมนั้นไว้ด้วย
คนสมัยนี้มีบุญมาก แต่ก็มีกรรมชั่วมากด้วย
มีบุญมากคือ สามารถเข้าถึงธรรมะได้ง่าย และมากกว่าสมัยก่อน
ความรู้ พระไตรปิฏก มีคนทำแจก ทำเผยแพร่กันอย่างมากมาย
แต่ด้วยเพราะกรรมชั่วมาก จึงได้แต่ลูบ ๆ คลำ ๆ ธรรมะนั้นอยู่ตลอดทั้งชีวิต
โดยมุ่ง โดยหวังแต่ที่จะหาเงิน หาทอง มีครอบครัว แล้วจัดเรื่องธรรมะนั้นเป็นเรื่องท้าย ๆ ของชีวิต คือ "เอาไว้ตอนแก่" หรือบางคนก็แค่ "เอาไว้ตอนตาย"
ถ้ารู้ว่าป่วยแล้วก็กินยาเสียเถิด
ยาก็มีหลายขนาน คนเดี๋ยวนี้เวลาปวดท้องแล้วไปเอายาแก้ปวดฟันมากิน กินอย่างไรก็ไม่หาย แล้วยังด่าคนขายว่ายาไม่ดี
หรือเวลาป่วยก็มัวแต่ไปจุดธูป จุดเทียน อ้อนวอนสิ่งศักดิ์ให้ช่วย
ทำบุญก็หวังแต่จะรอให้บุญให้กุศลรอยมาจากฟากฟ้านภาลัย
อ้างตนว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่ก็ยังพึ่งพาไสยศาสตร์และโชคลาง
ท่านทั้งหลายโปรดลบล้างอวิชชาด้วยปัญญาอันมีเหตุและปัจจัยจากกรรมดีเถิด
ขอให้ตั้งมั่นในการทำความดี ความเสียสละ ยังกุศลของตนและบุคคลรอบข้างให้ถึงพร้อม
วันใดเมฆหมอกแห่งอวิชชาลับตาไป ปัญญาอันสดใสย่อมยังแสงสว่างได้อีกครั้ง...
อีกเช่นกัน
แต่ตั้งแต่ตอนจะเขียนเรียนถาม จะจรดมือจะพิมพ์ใหม่ๆ
ก็ได้เห็นตัวเองบางอย่างติดๆ
เขาสอนว่าข้างในเป็นอย่างไรให้ตามดูรู้ไป
รู้สึกอยากรู้ ก็เห็นว่าอยาก
อยากถามอยากรุ้คำตอบ ก็เห็นว่าจิตกำลังสงสัย
แค่นี้ความอยาก ความสงสัย ก็ไม่บานปลาย
--------------
กราบขอบพระคุณอีกครั้ง สำหรับความรู้นี้
ท่านทั้งหลายโปรดลบล้างอวิชชาด้วยปัญญาอันมีเหตุและปัจจัยจากกรรมดีเถิด
ขอให้ตั้งมั่นในการทำความดี ความเสียสละ ยังกุศลของตนและบุคคลรอบข้างให้ถึงพร้อม
วันใดเมฆหมอกแห่งอวิชชาลับตาไป ปัญญาอันสดใสย่อมยังแสงสว่างได้อีกครั้ง...
*****************
สาธุ! ใช่คำสอนท่านซึ้งใจ
กราบสามครั้ง
ปัญญา ความดี แห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่มีอยู่ในตัวเองนี้อยู่แล้ว นี้เอง
เรียนรู้ใกล้ กับทวารทั้งหก นี้เอง (อย่าให้ใครเขามาว่าใกล้เกลือกินด่าง)
คำสอนของพระพุทธองค์ล้วนแล้วแต่ให้เรามองย้อนกลับมาดูที่กาย มาเพ่งที่ใจ
กายนี้ จิตนี้ เป็นเครื่องมือ เป็นพาหนะ เป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่ให้เราใช้ในการพิจารณา
การปฏิบัติธรรม การพิจาณากาย เวทนา จิต และธรรมนั้น ย่อมทำให้เราทุกข์ และขอให้เราเห็นทุกข์และรู้ทุกข์ด้วยความแจ้งจากจิตเดิมแท้อันประเสริฐเถิด
จิตดวงในอันใสสว่าง จักลบล้างและปัดเป่าเมฆหมอกและฝุ่นละอองให้ปลิวหาย
ความสดใส เบ่งบาน ความร่าเริงในธรรมจักน้อมนำพระสัทธรรมให้แทงลึกสู่ก้นบึ้งแห่งจิตใจ
เมื่อสุดแล้ว ถึงแล้ว โลกนี้ ชีวิตนี้ กายนี้ก็จักไม่มีอะไร
ไม่มีเขา ไม่มีใคร ไม่มีเรา...