ความรู้สึกจากการไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่อเมริกายังไม่จางไปจากสมองของผม     ผมเข้าใจว่าศิลปินคงพยายามบอกเราว่า “ภาพ” ที่แต่ละคน “เห็น” จริงๆ ในบางขณะนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นภาพจริงทั้งหมด     อาจเห็นเป็นเพียงบางส่วนของความเป็นจริงก็ได้      ดังตัวอย่างภาพแรกที่เอามาให้ดู     ปิคาสโซ่ ผู้วาด อาจบอกเราว่า      ในบางครั้งคนบางคนอาจเห็นผู้หญิงเฉพาะที่นมเท่านั้น    

         ไม่ทราบว่าผมตีความภาพนี้ตรงกับความตั้งใจของศิลปินหรือไม่    

         ภาพที่ ๒ ชื่อ Seated Bather, 1930 โดยปิคาสโซ่ เช่นเดียวกัน บอกผมว่า ในชีวิตจริงคนเราอาจรับรู้สิ่งต่างๆ เฉพาะบางส่วน แล้วจินตนาการต่อเติมเอาเองจนเป็นภาพรวมที่ตน “เห็น”     ดังนั้นศิลปินไม่จำเป็นต้องวาดภาพทั้งหมด ปล่อยให้ผู้ดูจินตนาการรายละเอียดเอาเองก็ได้     ไม่ทราบว่าการตีความของผมจะถูกต้องหรือไม่     แต่ในฐานะผู้เสพ Modern Art ผมคิดว่าถูกต้อง คือแต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะตีความหรือเข้าใจตามแนวของตน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกับคนอื่น     คือเป็นศิลปะที่ให้อิสระต่อผู้เสพ    ปล่อยให้ผู้เสพเป็นผู้สร้างไปในตัว     นี่คือวิธีคิดแนว KM นะครับ

         “ภาพ” บางภาพ ไม่ได้เห็นด้วยจักษุประสาท     แต่เห็นด้วยจินตนาการโดยสมอง      เป็นภาพที่จินตนาการขึ้นจากการได้ฟังคำบอกเล่า     หรือได้อ่านเรื่องราว     ซึ่งเป็น “ภาพ” ที่ผู้สื่อจินตนาการขึ้นจาก “ภาพ” จริง ที่เป็นภาพที่มากกว่า ๓ มิติ     คือมีมิติของการเคลื่อนไหว  การเปลี่ยนแปลง  มิติของเวลา  และมิติความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  ระหว่างบุคคลกับกลุ่ม  ระหว่างบุคคลกับสภาพแวดล้อม ฯลฯ      “ภาพ” ในจินตนาการของผู้สื่อ ย่อมเน้นเฉพาะส่วนที่ผู้สื่อ “เห็น”      เมื่อผู้รับสารรับมา ก็จะสร้าง “ภาพ” ตามจินตนาการของผู้รับสาร     ลงท้าย “ภาพ” เหล่านี้เป็นมายาทั้งหมด     ไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย   

         นี่คือการเรียนรู้ของผมจากการไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ   

         ทำให้ผมระลึกกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้ว     ตอนที่ผมยังเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยศิลปากร     มีอาจารย์หลายคนมาบอกผมว่าอยากเสนอชื่อผมเป็นอธิการบดีต่อคณะกรรมการสรรหา      ผมคิดว่าเขาพูดเล่น     แต่เขาบอกว่าเป็นเรื่องจริงจัง     ผมลองพิจารณาความเหมาะสม และบอกตัวเองว่า      มหาวิทยาลัยศิลปากรมีอาจารย์จำนวนมากเป็นศิลปิน     ศิลปินมีธรรมชาติสื่อสารกันด้วยอารมณ์     ซึ่งอยู่เหนือคำพูดหรือตัวหนังสือ     คือไม่พูด ไม่เขียน ก็ต้องเข้าใจ ว่าท่านเหล่านั้นต้องการหรือไม่ต้องการอะไร    แต่ผมเป็นคนที่ไม่ประสีประสากับการสื่อสารด้วยอารมณ์     ครูของผมชื่อ พญ. อมรา ที่เป็นภรรยาผมนั่นเอง      เธอค้นพบเมื่อเกือบ ๔๐ ปีมาแล้วว่า ไม่ว่าเธอจะแสดงท่าทีน้อยใจ หรืองอน อย่างไร ผมก็ไม่รับรู้ (แต่ถ้าโวยก็ได้ผล)     เธอบอกว่าผมเป็นคนที่ความรู้สึกไม่ละเอียดอ่อน     ไม่ไวต่อการรับรู้อารมณ์     แล้วผมจะไปทำงานร่วมกับศิลปินทั้งหลายอย่างราบรื่นได้อย่างไร   

         ภาพที่ ๓ ชื่อ Christina’s World, 1948  โดย Andrew Wyeth ผมติดใจตั้งแต่แรกเห็น    โดยชอบความงามของท้องทุ่ง     เพราะผมเป็นเด็กที่โตมาจากท้องทุ่ง จึงฝังใจฝังตามาแต่เด็ก    ภาพนี้เขาอธิบายว่าเป็นภาพวาดสไตล์ magic realism คือแสดงภาพที่เห็นดาษดื่นให้มีความลี้ลับดังบทกวีนิพนธ์ (poetic mystery)     คำอธิบายช่วยให้ผู้เสพที่ไม่ประสีประสาอย่างผมเข้าใจมากขึ้น     เห็นความงามได้ง่ายขึ้น     แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือผมยิ่งเห็น “ความงดงาม” ของภาพ เมื่อได้อ่านคำอธิบายว่าเป็นภาพที่เขียนขึ้นจากภาพจริง ชีวิตจริง ของเพื่อนบ้านของศิลปินที่เป็นโปลิโอ เดินไม่ได้ต้องคลาน     ภาพสะท้อนความงามของชีวิตที่ไม่จนต่อข้อจำกัดของร่างกาย แต่ใจไม่ถูกจำกัดไปด้วย     ผมได้เรียนรู้ว่าไม่มีการสื่อในรูปแบบใดๆ สื่อได้ครบถ้วนสมบูรณ์    ต้องการการสื่อในรูปแบบอื่นช่วยเสริมด้วย จึงจะได้ความสมบูรณ์ และความงาม     สมองของมนุษย์เราต้องการการกระตุ้นหลายมิติ     ข้อมูลจาก “เบื้องหลังภาพ” (บริบท – context) ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ ลึกขึ้น เห็นหลายมิติยิ่งขึ้น     คนที่สั่งสมความจำ ความเข้าใจ บริบทต่างๆ ไว้มาก ก็จะ “เห็น” สรรพสิ่งได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น     แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใคร “เห็น” สรรพสิ่งได้ครบถ้วนจริงๆ

         แถมภาพถ่ายที่ผมถ่ายเองจากริมถนนในนิวยอร์ค (ดูรูปที่ ๔)     ไม่แน่ใจว่าอยู่บนถนน ๕๙ ใช่หรือไม่     เมื่อวันที่ ๒๙ ต.ค. ๕๐

        ตอนเดินจากสถานีรถใต้ดินไป MOMA ผมผ่านตรงนี้ก็รู้สึกทันทีว่าให้ความสงบ ความแตกต่างจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่วุ่นวาย     แต่ก็ไม่กล้าถ่ายรูปเพราะคิดว่าเป็นสถานที่ส่วนบุคคล     จนชม MOMA จบเดินกลับ ผมก็ตั้งใจไว้ว่าจะต้องถ่ายรูปสถานที่แปลกประหลาดนี้ให้ได้     แล้วก็มา “แอบ” ถ่ายตอนขากลับ     จนกลับมาเมืองไทย และเอารูปอวดกช เพื่อนตั้ม กชจึงบอกว่านี่เป็นสวนสาธารณะที่ใช้ที่ว่างนิดเดียวให้เกิดประโยชน์ในการเป็น “ที่พักใจ” แก่คนในนิวยอร์คได้ดีมาก    เป็นบทเรียนของนักวางผังเมืองและนักภูมิสถาปัตย์     พอกชเห็นรูปก็จำได้    และบอกว่าคนทั่วไปมักจะเดินเลยไป ไม่เห็นความงามของสถานที่นี้     ผมภูมิใจมากที่ตัวเองชักจะ “ตาถึง ใจถึง” ศิลปะบ้างแล้ว     ผมจดจำไว้ว่า ถ้าไปนิวยอร์คอีก จะเข้าไปดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ได้เข้าไปในสวนสาธารณะนี้

               
ภาพชื่อ Nude Standing by the Sea, 1929 โดย Pablo Picasso 
Seated Bather, 1930 Pablo Picasso 
 
 
Christina's World, 1948  Andrew Wyeth 
ภาพถ่ายที่ผมถ่ายเอง 

วิจารณ์ พานิช
๒๕ พ.ย. ๕๐