บทความนี้ เป็นมุมมองเชิงวิชาการ แต่หวังว่าจะช่วยเสริมวิธีคิด มุมมองของนักปฏิบัติ (ถ้าไม่รีบปิดเครื่องรับปฏิเสธ “นักวิชาการ” เสียก่อน) ผู้เขียนในฐานะคนใกล้ภาคทฤษฎีมากกว่าภาคปฏิบัติ ก็อยากฟังเสียงสะท้อนของผู้ปฏิบัติที่ผู้เขียนเองยกให้เป็น “ครู” ด้วยความเคารพเสมอ
<h1 style="margin: 0in 0in 0pt">ก่อนจะวิเคราะห์บทบาทของรัฐ น่าจะเข้าใจธรรมชาติของ “ตลาดสินเชื่อชนบท” เสียก่อน (โดยยังไม่มีการแทรกแซงของรัฐ ยังไม่มีการรวมกลุ่มออมทรัพย์)</h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">
</h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt"> </h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt"> “ตลาดสินเชื่อชนบท” </h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt"></h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt"> </h1><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ตำราฝรั่งบอกว่า ระบบสินเชื่อเข้ามาสู่ประเทศกำลังพัฒนาในสมัยอาณานิคม พร้อมๆกับการขยายบทบาทของ “เงินตรา” ตลาดสินเชื่อเกิดขึ้นโดยธรรมชาติระหว่างผู้ต้องการเงินตราแต่ไม่มีเงินกับผู้มีเงินพอให้คนอื่นหยิบยืม ก่อนรัฐเข้ามาแทรกแซง ตลาดสินเชื่อในชนบทส่วนใหญ่เป็นตลาดนอกระบบที่เกิดขึ้นระหว่างญาติพี่น้อง หรือพ่อค้านายทุนที่ติดต่อกับชาวบ้าน จึงเป็นตลาดที่ทำงานได้บนฐานความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล </p> <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เป็นที่เชื่อกันว่าสินเชื่อชนบทมีอัตราดอกเบี้ยสูงเพราะ “การขูดรีด” ของพ่อค้านายทุน การขูดรีดจะเกิดขึ้นได้เพราะมีอำนาจในการผูกขาดอยู่บางระดับ การผูกขาดเกิดขึ้นได้เพราะมีความหายาก เพื่อลดการผูกขาดและหายาก รัฐก็ต้องเข้ามาปล่อยสินเชื่อแข่งกับนายทุนหรือเพิ่มแหล่งเงินกู้ทางเลือกให้กับชาวบ้าน ปี 2512 รัฐจึงตั้ง ธกส. และออกพระราชบัญญัติกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องสำรองเงินฝาก 14% ไว้สำหรับเป็นสินเชื่อชนบท (ถ้าไม่กำหนดแบบนี้ ก็ไม่มีธนาคารพาณิชย์อยากให้ชนบทกู้) </p> <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ที่ว่าดอกเบี้ยชนบทแพงเพราะการขูดรีดและหายากนั้น หลักฐานจากการศึกษาเชิงประจักษ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยและในหลายประเทศนั้นกลับไม่ยืนยันข้อสรุปนี้ แต่มองว่ามีปัจจัยอื่นๆที่สำคัญกว่าที่ทำให้ดอกเบี้ยในชนบทมีอัตราสูง (และรัฐควรไปแก้ตรงนั้นมากกว่า)</p> <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">ดอกเบี้ย</h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">
</h1> <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">โดยปกติ ตลาดสินเชื่อเกี่ยวข้องกับ “การบริโภคข้ามเวลา” หมายถึง คนออมและผู้ให้กู้เป็นผู้สละการบริโภคในปัจจุบันเพื่อจะบริโภคในอนาคต คนกู้เป็นคนที่ยืมเงินในอนาคตมาบริโภค กู้ตอนนี้จึงต้องสละการบริโภคในอนาคตลงบางส่วน หรือไม่เช่นนั้น หากไม่อยากสละการบริโภคในอนาคต ก็ต้องกู้เพื่อไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนในอนาคตมากพอที่จะคืนเงินที่กู้มา ด้วยเหตุนี้ การออม การให้กู้ การกู้จึงเป็นเรื่องที่มีต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการเสียสละการบริโภคในปัจจุบัน หรือการเสียสละในการบริโภคในอนาคต หรือ ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุน </p> <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ดอกเบี้ย คือ ราคาของเงินที่สะท้อนต้นทุนเหล่านี้บวกต้นทุนการบริหารจัดการบวกกำไร(ถ้ามี)ของผู้ให้กู้ การกู้ยืมที่มีเหตุมีผลจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีข้อมูล มีวินัยและมีการวางแผนทั้งในเรื่องการใช้จ่ายในปัจจุบัน ในอนาคต หรือวางแผนการลงทุน</p> <h1 style="margin: 0in 0in 0pt"> </h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">ปัจจัยที่กำหนด “อัตราดอกเบี้ย”</h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">
</h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt"> </h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">มี 4 ประการคือ ต้นทุนการบริหารจัดการสินเชื่อ ค่าเสียโอกาสของเงิน (ทางเลือกอื่นๆของการนำเงินไปใช้ไปลงทุน) ความเสี่ยงที่จะได้เงินคืน และ ความหายากของเงิน</h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">
</h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt"> </h1><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ลองมาค่อยๆดูทีละประเด็นว่า ปัจจัยใดกันแน่ที่ทำให้ดอกเบี้ยสินเชื่อนอกระบบในชนบทมีอัตราสูง </p> <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จากนั้น อยากให้ลองวิเคราะห์ดูว่า มาตรการของรัฐแบบตั้ง ธกส. แบบออก พรบ.บังคับธนาคารพาณิชย์ แบบตั้งกองทุนหมู่บ้าน หรือ วิธีการของกลุ่มองค์กรการเงินชุมชน ใช้จุดอ่อนจุดแข็ง และแก้โจทย์ 4 ข้อนี้ตรงไหนบ้าง มาตรการหรือวิธีการเหล่านี้สร้างผลข้างเคียงอื่นๆอะไรบ้าง ลองพิจารณาดูนะคะ</p> <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">(ยังมีต่อ)</p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>