ด้วยอัตตาที่แรงกล้าของทั้งผู้บริหาร และ นักวิชาการ การพัฒนางานก็มีปัญหา

       จากประสบการณ์ในการทำงานของผมที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ทั้งผู้บริหารและนักวิชาการ ก็จะทำงานไปด้วยกันได้ดี แต่มีบางครั้ง ที่ทั้งผู้บริหารและนักวิชาการ มีความขัดแย้งในการทำงาน ชนิดที่เรียกว่าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน หรือยอมต่อหน้า แต่ลับหลัง ไม่ยอม  แทนที่จะประสานงาน ก็กลับกลายมาเป็น ประสานงา   ผมคิดว่าน่าเป็นเพราะ

     1. อัตตาของผู้บริหาร  ผู้บริหารบางคนมีอัตตาสูง ยึดมั่นในอัตตาของตนเองเป็นที่สุด คิดว่าตนเองเป็นผู้บริหาร เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ นักวิชาการ จะมาเก่งกว่า หรือ มาใหญ่กว่า ไม่ได้ ดังนั้น ถ้านักวิชาการคนใดดูท่าจะเก่งกว่า หรือ ใหญ่กว่า ก็ต้องสกัดดาวรุ่ง โดยไม่เห็นชอบงานที่เสนอมา (มีอะไรอ๊ะเปล่า)

    2. อัตตาของนักวิชาการ นักวิชาการบางคน มีอัตตาสูง  คิดว่าตนเองเก่ง มีความรู้สูง ศึกษาอบรมมาดี มีความเชี่ยวชาญ และมองว่าผู้บริหารไม่มีความรู้ทางวิชาการ ดังนั้น ผู้บริหารต้องทำตามที่ตนเสนอขึ้นไป เพราะเป็นงานที่มีคุณค่าทางวิชาการสูง เกิดประโยชน์ต่อองค์กร ถ้าผู้บริหารไม่เห็นด้วย แสดงว่าม่เข้าใจงานวิชาการ เป็นคนที่ไม่น่าศรัทธา

     ผลออกมาเป็นอย่างไร  คงเดาได้ไม่ยากนะครับ

    สำหรับทางออกในเรื่องนี้ ผมคิดว่าต้องต่างฝ่ายต่างลดอัตตาแล้วหันหน้ามาคุยกัน ในมุมมองที่กว้างขึ้น  โดยมองในมุมมมองของคนละฝ่ายกับตน นั่นคือ

     1. ผู้บริหาร ลองเปลี่ยนมุมมองมามองด้วยมุมวิชาการดูบ้าง มองประโยชน์ของงานทางวิชาการ งานของนักวิชาการ ประโยชน์ย่อมตกอยู่กับองค์กร  นักวิชาการได้ทำงานที่เขาต้องการ ผู้บริหารได้งานเข้าองค์กร  ข้อสำคัญ ผูบริหารต้องเปิดให้กว้างๆเอาไว้

    2. นักวิขาการ ก็ลองเปลี่ยนมุมมองด้วยมุมมองของผู้บริหารบ้าง บางทีอาจพบข้อจำกัดของงานที่นำเสนอ  และที่สำคัญที่สุด ตือ การให้เกียรติ ผู้บริหาร นั่นคือ เสนองานเสนอความคิดเห็นด้วยความเคารพ อย่าแสดงความเก่ง ว่าตนเองเก่งกว่าผู้บริหาร หรือแสดงความมั่นอกมั่นใจจนเกินไป ให้ผู้บริหารเขาหมั่นไส้  ลดความเป็นนักวิชาการลงบ้าง 

    ผมว่าถ้าต่างฝ่ายต่างลดอัตตาลงมา ถ้อยที่ถ้อยอาศัยกัน หันหน้าเข้าหากัน  เอาชนะปัญหา  ไม่ใช่เอาชนะคน

   จาก ประสานงา  ก็กลับกลายมาเป็น การประสางาน งานก็ออกมาดี คนก็มีความสุข อย่างที่เรียกว่า

    งานเสร็จ   คนสุข

    ขอบคุณครับ