ความประทับใจในบทเพลงอมตะที่ทรงคุณค่าของผู้หญิงคนหนึ่ง

         เหลือเพียง   ๒ วัน ปี ๒๕๕๐ ก็จะกลายเป็นปีเก่าที่ผันผ่านไปอีกปีหนึ่ง   เป็นธรรมชาติของชีวิตที่ต้องพบพานทุกผู้ทุกคน    ด้วยใจรักของผู้เขียนที่มีต่อทุกท่านใน Gotoknow      และท่านผู้อ่านที่กรุณาเข้ามาแวะเวียนอ่านบันทึกนี้       ผู้เขียนขอฝากใจไว้ในเพลง  "สาส์นรัก" นี้แด่มิตรรักทุกท่าน     เพื่อให้ปีเก่าที่กำลังจะผ่านไป..ผ่านไปด้วยความรัก..ที่เต็มไปด้วยคุณค่า เป็น " ความหวังดีที่มอบให้ เป็นเยื่อใยไมตรีที่สมัครสมาน"    จากนักเขียนมือใหม่ในโลกใบนี้นะคะ

       ผู้เขียนพยายามที่จะก้าวไปในโลกใบนี้  ด้วยความมั่นคง  "ก้าวไปด้วยใจรัก"   เพราะเชื่อว่าเมื่อมีใจรักในสิ่งใดแล้ว  ก็ย่อมอยากก้าวตามไปในสิ่งนั้นๆ "ใจรัก" เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำพาให้มุ่งหน้า  และฝ่าฟันอุปสรรคนาๆ ประการได้   ถึงแม้ว่าโอกาสในการเข้ามาบันทึกค่อนข้างมีน้อย เนื่องจากงานในหน้าที่ที่ค่อนข้างมีมาก  แต่ก็จะพยายามค่ะ        "เพลง" เป็นอีกหนึ่งลมหายใจของผู้เขียน ที่อยากสื่อ  อยากบอก  อยากเล่า อยากแลกเปลี่ยน และ อยากเรียนรู้กับท่านผู้อ่านที่กรุณาค่ะ...

      สาส์นรัก   บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๖  เรื่อง "ท้าวแสนปม"   เป็นจดหมายรักโต้ตอบกันระหว่างท้าวแสนปมหรือพระชินเสน   โอรสของท้าวศรีวิชัยกับนางอุษา   ธิดาท้าวไตรตรึงษ์    การเขียนจดหมายของพระชินเสนต่างกับยุคปัจจุบัน ยุค"ขดารไฟฟ้า" (นิยามของคุณครูธวัชชัย) อย่างเห็นได้ชัดเจน  จดหมายของพระชินเสน    "..เอาเหล็กแหลมจารเป็นหนังสือบนมะเขือเป็นถ้อยคำเกี้ยวเลียบเคียง.." ดังนี้

                  "  ในลักษณ์นั้นว่านิจจาเอ๋ย     กระไรเลยหัวอกหมกไหม้

               อกผ่าวราวสุมรุมไฟ                    ทำไฉนจะพ้นไฟราญ

                เสียแรงเกิดมาเป็นนักรบ             ยอมเป็นปมเป็นปานเปรอะไป

               ได้เห็นแก้วประเสริฐเลิศชม         จะนิยมก้อนกรวดกระไรได้

                เคยพบสาวฟ้าสุราลัย                 หรือจะใฝ่ในชาวปัถพิน

               โอ้แก้วแวววับช่างจับจิต             จะใคร่ปิดปลดมาดังถวิล

               โอ้เอื้อมสุดหล้าดังฟ้าดิน           จะได้สมดังจินต์ฉันใด..

  นางอุษา   ธิดาท้าวไตรตรึงษ์    ได้เขียน "สาส์นรัก" ตอบไป..ในใบพลูใส่ห่อหมากว่า...

              " ในลักษณ์นั้นหนาน่าประหลาด    เป็นเชื้อชาตินักรบกลั่นกล้า

             เหตุไฉนย่อท้อรอรา                       ฤๅจะกล้าแต่เพียงวาที

             เห็นแก้วแวววับที่จับจิต                  ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้เต็มที่

            เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี            อันมณีหรือจะโลดไปถึงมือ

            อันของสูงแม้ปองต้องจิต              ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้หรือ

            ไม่ใช่ของตลาดที่อาจซื้อ              ฤๅแย่งยื้อถือได้โดยไม่ยอม

            ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง        คงชวดพวงบุปผชาติสะอาดหอม

            ดูแต่ภุมรินเที่ยวบินตอม                จึ่งได้ออมอบกลิ่นสุมาลี..

     เพลงสาส์นรัก วงดนตรีคณะสุนทราภรณ์นำมาถ่ายทอด  โดยครูเอื้อ สุนทรสนาน    เป็นผู้ให้ท่วงทำนอง    และ ขับร้องโดย มันฑณา โมรากุล    ซึ่งเป็นนักร้องของวงสุนทราภรณ์รุ่นแรกสุด (ข้อมูลจากคุณศรวณี โพธิเทศ : รายการ ๓๐ ยังแจ๋ว ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓  วันที่  ๒๘  ธันวาคม ๒๕๕๐)    ครูเอื้อ  สุนทรสนาน ได้กล่าวไว้ในคำนำของหนังสือเพลง ว่า "...นักปราชญ์ชาวจีนเมื่อ  ๖๐๐  ปีมากล่าวว่า  ดนตรีสะท้อนให้เห็นความกลมกลืน  ที่มีอยู่ระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์     จุดหมายของ ..ดนตรี..ก็คือ   ทำให้เกิดความสัมพันธ์กันดี  ระหว่างกันห้าสถาน มี เจ้ากับขุนนาง     ธิดากับบุตร    สามีกับภรรยา  พี่ชายกับน้องชาย  และเพื่อนกับเพื่อน"  (จากหนังสือ รวมเพลงตามคำขอจากชาวคณะสุนทราภรณ์ ฉบับ เพื่อคุณ  :  วันที่   ๒๒  เมษายน  ๒๕๑๔)

       "สาส์นรัก"  เป็นเพลงในดวงใจของผู้เขียน   เป็นเพลงแทนตัวเอง (ไม่ได้หมายความว่าจะร้องเพลงนี้ทุกที่นะคะ   แต่เพื่อน ๆ  ลุง ป้า น้าอา เจ้านาย ฯ ก็จะบอกเสมอว่า ผู้เขียนเหมาะกับเพลงนี้   และคุณครูภาษาไทยก็จะได้ฟังบ่อยในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทย)    รักที่จะถ่ายทอดเพลงนี้ในการขับร้องด้วยลีลาและท่วงทำนองที่ไพเราะ การเอื้อนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน    รักที่จะพูดคุย   เมื่อพูดถึงสุนทรียรสของบทประพันธ์     เมื่อพูดถึงศักดิ์ศรี   วิธีการคิด   การประพฤติปฏิบัติตนของผู้หญิงในยุคสมัยนั้น      ในความคิดของผู้เขียนแล้วไม่มีถ้อยคำใดในเพลงนี้ที่ไม่มีคุณค่า

     สุนทรียรสของบทเพลง : ตามความคิดของผู้เขียนนะคะ

  • การใช้คำที่เป็นภาษากวี    ที่งดงาม ไพเราะจับใจ ให้ความหมายลึกซึ้งกินใจ   ให้ภาพพจน์  มีหลายคำที่เป็นคำสูงส่ง สง่าด้วยรูปและเสียง เหนือคำธรรมดา  ทำให้ผู้ฟังได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน  

                      ...เหตุไฉนย่อท้อรอรา         ฤๅจะกล้าแต่เพียงวาที...

                     ...เห็นแก้วแวววับที่จับจิต       ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้เต็มที่...

                    ...อันของสูงแม้ปองต้องจิต       ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้หรือ

                   ...เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี       อันมณีหรือจะโลดไปถึงมือ..

                   ...ดูแต่ภุมรินเที่ยวบินตอม          จึ่งได้ออมอบกลิ่นสุมาลี...

        สิ่งที่สัมผัสและรับรู้ได้ จากรสความที่ลึกซึ้งกินใจ คือ การให้กำลังใจ ต่อสู้อุปสรรค  ไม่ให้ย่อท้อ  การใช้คำเปรียบเทียบทำให้เห็นภาพชัดเจน  "เห็นแก้วแวววับที่จับจิต"   กวีมุ่งที่จะสื่อให้ผู้อ่านได้เห็นคุณสมบัติของสองสิ่งระหว่างผู้หญิงกับอัญมณี ซึ่งภาพที่ปรากฏทั่วไปคือความงดงาม การมีคุณค่า ซึ่งกว่าจะได้สิ่งที่มีคุณค่าและงดงามต้องใช้ความมานะ บากบั่น เพียรพยายาม       การเล่นคำ  ซ้ำคำ  ช่วยให้เกิดเสียงเสนาะได้อย่างงดงามไม่มีที่ติ    "เหตุไฉน...ย่อท้อรอรา" ทำไมท้อแท้  ทำไมยอมแพ้ง่ายจัง  ต้องต่อสู้  ฟันฝ่าอุปสรรคสิ...

         ผู้เขียน จะใช้ความจากเพลงนี้พูดให้กำลังใจคุณครูภาษาไทย  คุณครูทุกคน  ผู้บริหาร และเพื่อนศึกษานิเทศก์ด้วยกัน ที่เข้ามาแวะเวียนขอคำปรึกษาในเรื่องการทำผลงานทางวิชาการ  ทุกท่านตั้งใจปฏิบัติงานในหน้าที่จนประสบผลสำเร็จ  สมควรรวบรวมผลงานและนำเสนอเพื่อเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ต่องานวิชาการ และความก้าวหน้าในวิชาชีพ   แต่ส่วนมากมักจะท้อแท้กับ "การเขียน"  ซึ่งเป็นหัวใจที่ ๔ ของนักปราชญ์ คือ การลิขิต  ผู้เขียนจะพูดเสมอว่า 

           ...อันของสูงแม้ปองต้องจิต   ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้หรือ..    

             ..มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ   ฤๅแย่งยื้อถือได้โดยไม่ยอม..

             ..ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง   คงชวดพวงบุปผชาติสะอาดหอม..  

         ผู้ที่มาพูดคุยด้วยทุกคน เมื่อได้ยินได้ฟัง  "ยอมแพ้ ศน.อ้วนค่ะ    ศน.พูดถูก  จะเริ่มลงมือเขียนแล้วค่ะ..ผมจะเริ่มต้นแล้วครับ..ศน.เป็นเพื่อนให้ด้วยนะคะ..นะครับ...ยินดีค่ะ..ด้วยหัวใจ...เป็นคำพูดที่ติดปากอยู่เสมอ..ยกคุณความดีให้ "วจีไพเราะและข้อคิดจากเพลง" ค่ะ

  • การรับรู้วิธีการคิด การปฏิบัติตนของผู้หญิงในยุคสมัยเดิม  จากการวิเคราะห์เนื้อความในจดหมายของอุษา ทุกวรรคตอนแสดงให้เห็นถึงการมีเยื่อใย ยินดีที่จะรับรัก  และไม่รังเกียจพระชินเสน  ผู้เขียนได้เปิดพจนานุกรม  รวม ๒ ฉบับ เพื่อหาความหมายของคำที่บอกถึงการกระทำเช่นนี้  ได้คำว่า"ให้ท่า" ดังนี้จากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕  "ให้ท่า ก.พูดหรือแสดงกิริยาให้รู้ว่ายินดีติดต่อด้วย  หรือไม่รังเกียจ" จากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒  "ให้ท่า ก.พูดหรือแสดงกิริยาให้รู้ว่ายินดีติดต่อด้วย   หรือไม่รังเกียจ(ใช้แก่ผู้หญิง)"

       จากความหมายที่ปรากฏในพจนานุกรมทั้ง ๒ ฉบับแสดงให้เห็นและยืนยันได้ว่า การกระทำของอุษาเป็นการให้ท่าพระชินเสน  เพราะพูดและแสดงกิริยาให้รู้ว่ายินดีติดต่อด้วย  ไม่รังเกียจ  ทำให้รับรู้ได้ว่ากิริยาเช่นนี้ของผู้หญิงมีมาแต่โบราณแล้วจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

        สิ่งที่ยืนยันได้เพิ่มอีก คือขณะกำลังพิมพ์บันทึกนี้อยู่ ได้ฟังเพลงด้วย  เป็นเพลงจาก MP3   เนื้อร้องเกือบทุกเพลง น่าจะประมาณ ร้อยละ ๙๐ ที่เพลงของนักร้องหญิง แสดงถึงคำพูดและกิริยา  "ให้ท่า"   แต่คำพูดและเนื้อร้องที่ถ่ายทอดออกมามีความงดงาม มีความพอเหมาะพอควร    ฟังแล้วเพลิดเพลิน  รู้สึกคล้อยตาม และซาบซึ้ง   เช่น

        "จะเหนื่อยเพียงไหน  จะทุกข์เพียงใดโปรดรู้  ตรงนี้ยังมีฉันอยู่  พร้อมจะดูแลหัวใจ  หากมรสุมจะทำเธอเหน็บหนาวใจ  พายุจะแรงแค่ไหน  จะคอยอยู่ข้างเคียงเธอ..."   ชื่อเพลง ทรายกับทะเล  เป็นเพลงของผู้หญิง  ขับร้องโดย นันทิดา  แก้วบัวสาย  

          อีกเพลงหนึ่งเป็นเพลงลูกทุ่ง     "..เปิดเพลงรอสายที่มีความหมายว่ารอ  เก็บซ่อนในจอ  เป็นเพลงเฉพาะเบอร์อ้าย...   อ้ายกดเบอร์นี้ยามใด..มีเพลงแทนใจให้ฟัง... กำลังกึ๊ดฮอดพอดี  ขอบคุณนะที่โทรมา..."   ชื่อเพลง หน้าจอรอสาย    ขับร้อง โดย ต่าย  อรทัย   เป็นนักร้องที่ผู้เขียนชื่นชอบ  เพราะน้ำเสียงเศร้าสร้อย   คำร้องของเพลงส่วนใหญ่ ครูสลาเป็นผู้เขียนให้   ซึ่งความหมายของแต่ละเพลงลึกซึ้งกินใจมาก   คล้ายกับเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของผู้หญิงอย่างนั้นเชียวละ

         หากจะตามติดไปดูอาการกิริยา "ให้ท่า" ในบทเพลงสตริง  ผู้เขียนคิดว่าน่าจะพบอยู่เช่นกัน    แต่เนื่องด้วยต่างวัย  ต่างความชอบ  ผู้เขียนจึงไม่สามารถยกตัวอย่างได้      หากจะเข้าไปศึกษา  ไปสัมผัสดู เพื่อให้การดูแล เอาใจใส่ในความคิด ชีวิตและจิตใจหรือเข้าถึงวัยรุ่นแล้ว      ก็น่าคิดอยู่....หากคุณครูภาษาไทยได้แวะเวียนเข้ามา  ศน.อ้วนฝากด้วยนะคะ      เพราะการเรียนรู้วรรณคดีแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง   คือ  การนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีความสุขเหมาะสมตามกาลสมัย.. 

         เกือบจะจบไม่ลงแล้วค่ะ...แบบว่าขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน   พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา     อย่างไรก็ตามบันทึกนี้ ผู้เขียนตั้งใจ ส่ง "สาส์นรัก"    ให้ทุกท่านก่อนสิ้นปี ๒๕๕๐     เอ ! หรือว่า "ให้ท่า"  นะนี่..

         ลาทีปีเก่า..แล้วพบกันในปีใหม่ ๒๕๕๑ นะคะ ..  สวัสดีค่ะ....วัชราภรณ์