โดยมากความเหนื่อยล้าของร่างกายของเรา จริง ๆ แล้วมิใช่ปัญหาทางกายภาพ แต่เกิดจากความอ่อนเปลี้ยทางจิตใจ หรือที่เขาเรียกกันว่า "ขยะความคิด" นั่นแหละ
ยกตัวอย่างเช่น วนนี้ทำงานตลอดวัน เรื่องที่จะต้องผิดพลาดก็ผิดพลาดจนหมดทุกเรื่องแล้ว เรื่องไม่สมหวังเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดพอเลิกงานคุณก็เดินโซเซกลับบ้านคุณอ่อนเพลียมากเกินไปจนเดินแทบไม่ไหว
ภรรยาของคุณต้อนรับคุณอย่างเริงร่าและกระตือรือร้น แสดงความปิติยินดีที่คุณมิได้กลับบ้านช้าเพราะนี่คือวันที่รอคอย คุณถามอย่างเหนื่อยหน่ายว่า "มันเป็นวันอะไรหรือ ? " ภรรยาคุณตอบว่า นี่คือวันที่คุณกำหนดไว้เมื่อ 6 สัปดาห์ก่อนให้เป็นวันทำความสะอาดโรงรถไงเล่า คุณคัดค้านด้วยความอ่อนระโหยโรยแรงว่า คุณเหนื่อยอ่อนจนเดินไม่ไหวแล้ว แม้ภรรยาคุณบอกว่าจะช่วยทำคุณก็ยังไม่ยอมรับว่าคุณมีพลังอยู่ในตัวคุณอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ทันใดนั้นโทรศัพท์ดังขึ้นมา และเสียงจากปลายสายโทรศัพท์อีกข้างหนึ่งพูดกับคุณว่า "เฮ้ยพรรคพวก อั้วจะไปเล่นกอล์ฟที่สโมสรชนบทภายใน 15 นาที ถ้าหากลื้อมาได้ภายในเวลา 15 นาที เราก็พอมีเวลาตีได้สัก 9 หลุมก่อนมือค่ำ" ความเหนื่อยล้าอันตรธานไปโดยฉับพลัน คุณกระดี้กระด้าตอบตกลงว่า จะไปถึงที่นั่นภายใน 10 นาที
เรื่องอย่างตัวอย่างที่เล่ามาข้างต้น เกิดขึ้นนับล้านครั้งทุกวัน ไม่ในรูปแบบหนึ่งก็ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้ก็มีเหตุผลง่าย ๆ นิดเดียว คือ ถ้าหากคุณยอมรับว่าคุณเหนื่อยล้า คุณก็จะทำให้พลังสะสมในตัวคุณลดน้อยลง แต่ถ้าหากคุณทำให้ตัวคุณเองสนุกกับงานได้ คุณก็จะรู้สึกแปลกใจที่คุณมีพลังมากมายเหลือเกิน.
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ คนข้าง ๆ มักเป็นแบบนี้ แต่ตัวเรา ไม่รู้เป็นตอนไหน ไม่รู้ตัวซักที
โอ..พลังเขาเฮาเหลือเฟือจริง จริ๊ง..