ในช่วงรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ เกิดมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเพิ่มขึ้นอีก ๗ แห่ง คือมหิดล ทักษิณ บูรพา มจน. มจล. จุฬาฯ และ มช. น่าเสียดายที่ มน. ไม่ผ่านด่านภายในมหาวิทยาลัย
เวลานี้จึงมีมหาวิทยาลัยของรัฐที่อยู่นอกระบบราชการ ๑๓ แห่ง คือ
• มทส.
• มวล.
• มฟล.
• มจธ.
• มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
• มหามกุฎราชวิทยาลัย
• มม.
• มทษ.
• มบ.
• มจน.
• มจล.
• มช.
• จุฬาฯ
มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีโอกาสใช้ความคล่องตัวของ พรบ. ใหม่ สร้างระบบการจัดการ และระบบกำกับดูแล ที่เปิดโอกาสใหม่ๆ ในการทำหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษา ตามจุดเน้นของตน เพื่อทำหน้าที่รับใช้สังคมไทย (ในสังคมยุคใหม่) ได้ดีกว่าเดิม จัดการศึกษาหรือการเรียนรู้แก่นักศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่คนไทย ได้ดีขึ้นกว่าเดิม ทำงานสร้างสรรค์วิทยาการได้ดีกว่าเดิม เลี้ยงคนได้ดีกว่าเดิม และร่วมอยู่ในสังคมอุดมศึกษาของโลกได้ดีกว่าเดิม
นั่นคือความรับผิดชอบของสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหาร และสมาชิกของมหาวิทยาลัย ที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบนี้ นำไปสู่สภาพ win – win – win ได้อย่างแท้จริง ไม่เป็นไปตามข้อกังวลของคนที่ไม่เห็นด้วยกับการที่มหาวิทยาลัยของรัฐจะออกไปอยู่นอกระบบ ราชการ
ผมมองการออกนอกระบบราชการเป็น opportunity ไม่ใช่ liability โดยเคยบันทึกไว้ที่ http://gotoknow.org/blog/council/47923 แต่ก็มีผู้คัดค้านการออกนอกระบบราชการของมหาวิทยาลัยของรัฐอยู่ด้วย แม้จะค่อยๆ เป็นเสียงส่วนน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็ตามที ผมจึงนำความเห็นและข่าวเรื่องนี้มารวบรวมไว้เป็นประวัติศาสตร์
๑.ความเห็นของ นพ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ส่งเผยแพร่กว้างขวางทาง อี-เมล์
๒.ข่าวจาก นสพ. มติชนรายวัน วันที่ ๒๐ ธ.ค. ๒๕๕๐
๓.ข่าวจาก นสพ. ผู้จัดการ วันที่ ๒๐ ธ.ค. ๒๕๕๐
๔.ข่าวจาก นสพ. คม ชัด ลึก วันที่ ๑๙ ธ.ค. ๒๕๕๐
๕.บทวิจารณ์ใน นสพ. ไทยรัฐ วันที่ ๒๑ ธ.ค. ๒๕๕๐
วิจารณ์ พานิช
๒๑ ธ.ค. ๕๐
ขอบพระคุณมากครับสำหรับข้อมูลดีๆครับ
มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวมากแน่นอน ผม (ขออภัย) อิจฉา มหาวิทยาลัยที่มีทรัพย์สินมากๆเหมือนมีทุนหนา ถ้ามีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความสามารถในการบริหารดี (รวมความยุติธรรม ถูกต้อง โปร่งใส) ผมเชื่อว่าจะติดอันดับมหาวิทยาลัยโลกอย่างรวดเร็ว (ทางตรงข้าม ถ้ามีคนฉ้อฉล ฯลฯ ก็จะไปอีกทางหนึ่งอย่างเร็วเช่นกันครับ) ่
คิดว่าการออกนอกระบบก็มีข้อดีเหมือนกันอยู่ที่มุมมองที่ใครจะมอง