วันที่ 13 พ.ย. 50 ผมเข้าประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือความชื่นชม กับความรู้สึกสุดแสนเสียดาย สาเหตุของความรู้สึกที่ตรงกันข้ามนี้เป็นสาเหตุเดียวกัน คือความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อของโครงการ คปก. เป็นโครงการที่ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตปริญญาเอกระดับคุณภาพสูง (สูงเท่าระดับนานาชาติที่คุณภาพสูง) แต่เป็นโครงการที่จะช่วยให้การยกระดับประเทศไทย จากประเทศผู้เสพความรู้ ไปเป็นประเทศที่มีความสามารถในการร่วมสร้างความรู้ให้แก่โลก จากประเทศผู้เสพเป็นผู้ร่วมสร้าง
แต่ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย ที่เกี่ยวข้องกับบัณฑิตศึกษา การวิจัย การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การจัดสรรทรัพยากร (งบประมาณ) ของประเทศ ต่างก็เฉยๆ ไม่เห็น intellectual capital ของประเทศที่เกิดขึ้นจากโครงการ คปก. นี้ นี่คือสาเหตุที่ทำให้ผมสุดแสนเสียดาย
ผมมองว่าเงินที่ประเทศไทยใส่เข้าไปในโครงการ คปก. หนึ่งพันล้านบาท เป็นการเอาเงิน 1 พันล้านไปตก (เบ็ด) ทรัพย์สมบัติมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ทรัพย์สมบัติ 1 หมื่นล้านบาทนี้คือสมองของนักศึกษาไทยระดับยอด สมองระดับยอด คือทรัพย์สมบัติที่มีค่าของประเทศ
ศ. ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย ผอ. คปก. เล่าว่าในต่างประเทศ มีโครงการระดับประเทศของหลายประเทศ ที่มีเป้าหมายเพื่อดึงเด็กที่มีสมองเป็นเลิศของประเทศอื่นไปเรียนในประเทศของตน คล้ายๆ เป็นการแย่งชิงสมองคน ประเทศญี่ปุ่นทำมานานแล้ว สิงคโปร์ก็ทำ ประเทศในยุโรปกำลังเร่งทำ นี่คือตัวบ่งชี้ว่า สมองระดับยอด คือทรัพย์สมบัติที่มีค่าของประเทศ
เรามักเผชิญสภาพที่เงินของประเทศมีจำกัด และเงินของเรามักโดนดึงเอาไปใช้ในงานที่ไม่สำคัญ แต่มีอิทธิพลมาวิ่งเต้น ยิ่งตอนนี้เราใช้เงินของชาติเพื่อการทะเลาะกันเองภายในประเทศอย่างมากมาย จนไม่มีเงินเหลือให้ใช้แย่งชิงสมองคน นี่คือจุดอ่อนในภาพใหญ่ของสังคมไทย เป็นจุดอ่อนเชิงระบบ หรือเชิงกระบวนทัศน์
ผมเสียดายที่สังคมไทยขาดความสามารถในการใช้ intellectual capital ที่มีอยู่เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางปัญญาของประเทศ
วิจารณ์ พานิช
13 พ.ย. 50
ระหว่างนั่งประชุมคณะกรรมการ คปก.
บทความนี้ได้ให้ข้อคิดกับผมหลายอย่าง
การที่คนเราจะใช้ชีวืตในการเกิดแต่ละครั้ง คนเราต้องใช้ชีวืตให้มีคุณค่าที่สุด ที่เราจะทำได้ การที่คนเราทำอะไรไปแล้วจะกลับมาแก้ไขในเรื่องอดีต เป็นเรื่องที่ทำได้อยากมาก