พลตรี หม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒย์ เกษมศรี อธิบายให้ผู้เขียนฟังว่า เรื่องราวของมาณฑวยมุนี ใช่ว่าจะมีเฉพาะในคัมภีร์มหาภารตะ ชื่อเสียงของมาณฑวยมุนีคงเป็นที่รู้จักกันดี ในภายหลัง ฝ่ายพุทธเห็นความสำคัญของตำนานเรื่องนี้ จึงได้นำเรื่องมาณฑวยมุนีมาแต่งเสียใหม่ดังปรากฏในคัมภีร์ภาษาสันสกฤตของฝ่ายมหายานเรื่อง มหาวัสตุ ในตอนที่ว่าด้วยเรื่อง “กำเนิดนางปทุมาวดี”  ผู้เขียนขอนำเรื่องย่อๆ มาถ่ายทอดในที่นี้

        กาลครั้งหนึ่ง ที่เชิงเขาหิมาลัย มีตโบวนาวาส (เขตบำเพ็ญตบะในป่า) ของฤๅษีตนหนึ่งชื่อ มาณฑวยมุนี พระฤๅษีตนนี้ได้บำเพ็ญตบะจนถึงขั้นสูงสุดและได้อภิญญาญาณ 5 เขตตโบวนาวาส  นั้นมีผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์เป็นอันมาก และเป็นทีอยู่ของสัตว์ป่าเช่น กวางและนก เป็นจำนวนมาก วันหนึ่งท่านฤๅษีได้กินผลไม้สุกและดื่มน้ำเข้าไปมาก จึงเกิดปวดปัสสาวะขึ้นมา วันนั้น มาณฑวยมุนีมีอารมณ์ดีและรู้สึกนึกสนุกจึงได้ปัสสาวะลงในหม้อหิน แต่ปัสสาวะของมาณฑวยมุนีมีอสุจิปนอยู่ด้วย วันนั้นเองนางกวางป่าตัวหนึ่งเกิดกระหายน้ำ เห็นในหม้อหินมีน้ำอยู่ จึงได้กินน้ำนั้นเข้าไป และได้ใช้ลิ้นเลียตัวตามประสาสัตว์ เผอิญไปเลียที่บริเวณอวัยวะเพศของมัน นางกวางจึงตั้งท้องขึ้นและได้ออกลูกมาเป็นทารกหญิงที่มีผิวพรรณงดงาม ฝ่ายมาณฑวยมุนีได้ไปพบเข้าจึงอุ้มทารกนั้นและตัดรกทิ้ง ท่านฤๅษีรู้สึกเป็นเรื่องผิดปกติที่สัตว์ออกลูกเป็นคน แต่มีญาณหยั่งรู้ว่า ทารกนี้เป็นเชื้อสายตนด้วยเหตุอันใด เหตุนี้มาณฑวยมุนีจึงเลี้ยงทารกนี้มาจนเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่สวยงาม ด้วยบุญที่นางได้สะสมมาแต่ชาติก่อนๆ ทำให้นางมีลักษณะพิเศษ เมื่อนางย่างเท้าไปที่ใด ตรงที่นั้นจะมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับเสียทุกที มาณฑวยมุนีจึงตั้งชื่อให้นางว่า ปทุมาวดี แปลว่า นางผู้ซึ่งมีดอกบัว

         ในครั้งนั้นเอง พระราชาพรหมทัตผู้ทรงครองเมืองกัมปิลละ (หรือ กบิลพัสดุ์ อันเป็นชื่อที่เราคุ้นมากกว่า) แห่งแคว้นปัญจาละได้เสด็จประพาสป่าพร้อมกับบริวารของพระองค์ แต่ทรงพลัดหลงไปพบนางปทุมาวดีเข้าเกิดปฎิพัทธ์ด้วยนาง จึงโน้มน้าวใจนางผู้บริสุทธิ์ให้หลงไหลในความสวยงามแห่งโลกของวัตถุเช่น อาหารเปรี้ยวหวาน อาภรณ์ที่สวยงาม จนนางยินยอมที่จะติดตามพระองค์ไปยังพระราชวัง พระราชาพรหมทัตจึงได้สู่ขอนางปทุมาวดีจากมาณฑวยมุนีโดยอ้างว่านางไม่ควรจะครองเพศนักพรตอยู่ในป่าในขณะที่นางปทุมาวดีซึ่งบริสุทธิ์ผุดผ่องกลับไปหลงไหลความงามความสุขตามที่พระราชาพรหมทัตหยิบยื่นให้ บอกว่านางยินดีที่จะติดตามพระราชาพรหมทัตไปยังเมืองของพระองค์ ฝ่ายมาณฑวยมุนีก็อนุญาตให้พระองค์พานางไปด้วยเพื่อไปอภิเสกนางเป็นพระอัครมเหสี แต่ก่อนไปมาณฑวยมุนีได้สั่งสอนว่า สักวันหนึ่งนางปทุมาวดีจะได้พบสัจธรรมว่าสิ่งที่ดูสวยงามนั้นเป็นเพียงแต่สิ่งลวงตา และได้ให้พระราชาพรหมทัตสัญญาว่า อย่าได้ทำร้ายนางแต่ประการใดโดยไม่ได้สอบสวนสาเหตุที่แท้จริงเสียก่อน พระราชาพรหมทัตก็ทรงให้สัญญา

         เมื่อนางปทุมาวดีมาอยู่กับพระราชาพรหมทัตแล้ว ก็เป็นที่โปรดปรานของพระองค์อย่างยิ่ง แต่ความโปรดปรานนี้ทำให้พระราชาทรงละเลยพระมเหสีและพระสนมอื่นๆ และพลอยพาให้อิจฉาและรวมหัวกันคิดร้ายต่อนาง เมื่อนางปทุมาวดีทรงพระครรภ์นั้น นางมีพระโอรสแฝด ทำให้พระราชาพรหมทัตทรงรอคอย บรรดาพระมเหสีและพระสนมองค์อื่นที่คิดร้ายต่อนางปทุมาวดีได้อาสาช่วยดูแลและทำคลอดให้แก่นาง ปรากฎว่า นางปทุมาวดีไม่ประสีประสา แม้แต่เวลาคลอดก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จึงถูกเหล่าพระสนมทั้งหลายหลอกว่า เวลาจะคลอดลูกต้องเอาผ้าผูกปิดตา ครั้นเมื่อนางปทุมาวดีให้ประสูติพระราชโอรสแฝด บรรดาพระสนมขี้อิจฉาทั้งหลายก็ช่วยกันเอาเลือดที่ออกมาพร้อมรกป้ายที่พระพักตร์ของพระนาง นางปทุมาวดีถามว่า นางประสูติพระราชโอรสออกมาแล้วหรือไม่ เหล่าพระชายาและพระสนมโกหกว่า มีแต่รกออกมาสองก้อน หาได้มีพระราชโอรสไม่ แท้ที่จริงแล้ว บรรดาพระชายาและพระสนมได้เอาพระราชโอรสแฝดใส่ลงในหีบ เมื่อปิดลงแล้วก็สั่งให้พวกอำมาตย์และทหารวังเอาไปทิ้งแม่น้ำ พวกพระชายาและพระสนมได้ไปเฝ้าพระราชาพรหมทัต กราบทูลว่า นางปทุมาวดีหาได้ให้ประสูติพระราชโอรสไม่ หากแต่เป็นปีศาจปลอมตนเข้ามาในพระราชวัง เพราะได้คลอดรกออกมาเพียงสองก้อน ไม่เพียงเท่านั้นยังกินรกเข้าไปจนพระพักตร์ เปรอะเปื้อน ขอให้พระองค์เสด็จไปทอดพระเนตรเอง

         พระราชาพรหมทัตเสด็จไปหาพระอัครมเหสีของพระองค์ ครั้นได้พบว่า นางปทุมาวดีมีพระพักตร์เปื้อนเลือด จึงตรัสถามว่า แล้วพระราชโอรสหายไปไหน นางตอบตามที่พระชายาและพระสนมผู้ทำคลอดบอกว่า พระนางหาได้คลอดพระราชโอรสไม่ มีแต่รกออกมา แต่ไม่ทรงทราบว่า รกนั้นเป็นอย่างไรและอยู่ที่ใด พระราชาพรหมทัตทรงเห็นเช่นนั้น ก็ทรงพระพิโรธและทรงเห็นว่า สิ่งที่พระชายาและพระสนมที่ไปโกหกเป็นความจริง ถึงกับมีรับสั่งว่า นางเป็นปีศาจให้นำตัวพระอัครมเหสีไปประหารชีวิต บรรดาพวกอำมาตย์และทหารที่รับรับสั่งพานางปทุมาวดีไปประหารชีวิต ต่างทราบถึงเล่ห์กลของพระชายาและพระสนมทั้งหลายที่รวมหัวกันกระทำผิด ต่างปรึกษากันว่า จะต้องรักษาพระอัครมเหสีไว้สำหรับพระเจ้าเหนือหัวของตน จึงพานางปทุมาวดีไปซ่อนไว้ ณ เรือนหลังหนึ่ง

         ฝ่ายพระชายาและนางสนมทั้งหลาย เมื่อกำจัดนางปทุมาวดีออกไปแล้ว จึงพยายามจัดนาฏสังคีตต่างๆ เพื่อถวายความบรรเทิงแก่พระราชาพรหมทัต แต่พระราชาพรหมทัตก็ยังทรงเศร้าโศกถึงนางปทุมาวดี ในครั้งนั้น เทวีผู้หนึ่งผู้เห็นพระทัยพระราชาพรหมทัตได้ปรากฏกายขึ้นเหนือท้องฟ้า เทวีนั้นได้ทูลพระราชาว่า พระองค์ทรงได้รับข่าวผิดๆ จากพระราชาและพระสนมขี้อิจฉา และกระทำผิดที่ได้ให้ประหารชีวิตนางโดยไม่ทรงให้สอบสวน ตอนที่เทวีได้มาทูลแก่พระองค์นั้น พระชายาและพระสนมที่กระทำผิดต่างร้อนตัว เร่งให้บรรเลงดุริยนาฏย์ดนตรีเพื่อจะกลบเสียงของเทวีผู้มาเป็นทิพพยาน พระราชาจึงสั่งให้ยุติเครื่องสังคีตต่างๆ แล้วตรัสคาดคั้นเอาความจริง เหล่าพระชายาและพระสนมที่สมรู้ร่วมคิดกันยอมสารภาพความจริงทั้งหมด พระราชาพรหมทัตทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมากที่ทรงด่วนตัดสินพระทัยให้ประหารชีวิตนางปทุมาวดี พวกอำมาตย์เห็นว่า ทรงโทมนัสเช่นนั้นจึงกราบทูลว่า พวกเขาได้ช่วยกันรักษาชีวิตนางปทุมาวดี พระมเหสีเอกไว้ ณ เรือน หลังหนึ่ง 

         ฝ่ายนางปทุมาวดีได้คำนึงถึงคำเตือนของพระมหามุนีผู้พ่อที่ว่า สี่งที่นางปรารถนานั้นแท้ที่จริงเป็นเพลิงที่เผาผลาญนาง หมายความว่า วัตถุธรรมทั้งหลายที่นางปรารถนาจะทำให้เกิดทุกข์ นางจึงตัดสินใจครองผ้าสีแดง เหมือนดังก่อนนางออกจากอาศรมของมาณฑวยมุนีและกลับไปหาพ่อเพื่อครองเพศนักพรต แต่ปรากฏว่า มาณฑวยมุนีได้สละสังขารไปแล้ว นางจึงออกเดินทางแสวงหาความสงบไปยังที่ต่างๆ จนไปถึงเมืองพาราณสีของพระราชากฤกรี เนื่องจากนางกำลังประสบเคราะห์กรรม บัวทั้งหลายที่เคยเกิดมารองรับใต้เท้านางนั้นก็มิได้เกิดขึ้นอีก เมื่อพระราชากฤกรีได้ทอดพระเนตรนางเข้าเกิดพระทัยหลงรักนางอย่างหนัก และทรงพยายามหาทางทุกประการเพื่อจะให้นางละเพศนักพรตมาเป็นพระอัครมเหสีของพระองค์ แต่ทำอย่างไรนางก็ไม่ยอม พระองค์บอกว่า จะใช้การบังคับ แต่นางได้บอกว่า นางเป็นพราหมณ์ มีความบริสุทธิ์ หากพระองค์กระทำผิดต่อนาง พระองค์จะตกนรกแน่นอน พระราชากฤกรีจึงเลิกทิ้งความพยายามเสีย เพียงแต่จัดให้นางปทุมาวดีได้อยู่บำเพ็ญตบะอย่างสะดวกสบาย

         ในช่วงเวลาสำคัญนั้นเอง ชาวประมงผัวเมียคู่หนึ่งได้ออกไปหาปลาที่ริมแม่น้ำตามปกติ แต่ในวันที่ออกไปจัยปลานั้นได้เห็นหีบหนึ่งลอยมาตามน้ำ คิดว่าเป็นลาภมาถึงตน แต่เมื่อเห็นตราประทับบนหีบ ทั้งคู่เกิดสงสัยว่า จะไม่ใช่เป็นหีบธรรมดาและเชื่อว่าน่าจะเป็นหีบที่ถูกขโมยมาจากพระราชวัง ชาว ประมงผัวเมียไม่กล้าเก็บไว้หรือเปิด เพราะกลัวทำผิด จึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งที่เจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานได้ไปกราบทูลแด่พระราชาพรหมทัต พระราชาโปรดให้ข้าหลวงเปิดหีบออก ได้ทรงพบว่า พระราชโอรสแฝดยังมีชีวิตอยู่ จึงโปรดให้ดูแล

         พระราชาพรหมทัตทรงไม่ละความพยายามที่จะติดตามหานางปทุมาวดี เมื่อมีผู้ส่งข่าวมาว่า พระอัครมเหสีของพระองค์ได้ไปครองเพศพราหมณ์ และอยู่ในอุปถัมภ์ของพระราชากฤกรีที่เมืองพาราณสี พระองค์จึงปลอมพระองค์เป็นพราหมณ์เพื่อจะได้เข้าถึงนางปทุมาวดี พระองค์มีโอกาสได้เข้าไปในพระราชวังและเล่นสะกากับพระราชากฤกรีและนางปทุมาวดี ฝ่ายนางปทุมาวดีก็ทราบโดยสัญชาติญาณว่า พราหมณ์ผู้นี้ก็คือ พระสวามีปลอมพระองค์มา พระราชาพรหมทัตได้พูดงอนง้อขอให้นางปทุมาวดีกลับเมืองกัมปิลละเพื่อไปอยู่กับพระราชโอรสทั้งสอง แต่นางไม่ยอมกลับและไม่อยากละเพศพราหมณ์ ฝ่ายพระราชกฤกรีไม่ทรงทราบเรื่องมาก่อนเลย ได้แต่งุนงงอยู่ ครั้นเมื่อทรงทราบว่า พราหมณ์ที่เข้ามาเล่นสะกาด้วยนั้น คือ พระราชาแห่งแคว้นปัญจาละและนางปทุมาวดีเป็นพระอัครมหสีของพระองค์จึงได้ช่วยเกลี้ยกล่อมให้นางปทุมาวดีให้อภัยพระราชสวามีและลาเพศพราหมณ์ ท้ายที่สุดนางปทุมาวดีก็ยินยอม พระราชากฤกรีจึงจัดกระบวนแห่ส่งพระราชาพรหมทัตและนางปทุมาวดีกลับเมืองกัมปิลละ เมื่อมาถึงตอนนี้ นางปทุมาวดีเสด็จไปที่ใด ดอกบัวก็ผุดขึ้นมารองรับนางเหมือนเดิม เป็นสัญญาณว่า นางได้ใช้กรรมเก่าที่สร้างมาแล้ว

         หลังจากเสด็จกลับมายังเมืองกัมปิลละแล้ว พระราชาพรหมทัตได้เตรียมที่จะลงโทษพระชายาและพระสนมผู้ร่วมกันก่อเหตุ โดยจะลงโทษประการใดก็ตามที่นางปทุมาวดีต้องการ นางปทุมาวดีไม่ต้องการให้พระองค์ลงโทษเหล่าพระชายาและพระสนม โดยกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากบาปกรรมที่นางได้เคยก่อไว้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังให้พระสวามีพระราชทานสิ่งของเพิ่มเติมแก่พระชายาและพระสนมองค์อื่นๆ ด้วย เพื่อมิให้นางเหล่านั้นเกิดความรู้สึกว่า นางถูกทอดทิ้ง
เรื่องราวของมาณฑวยมุนีที่ผู้เขียนได้หยิบยกมาเล่าให้ฟังทั้งที่ปรากฏใน คัมภีร์มหาภารตยุทธ์ และ มหาวัสตุ บอกให้เราได้ทราบถึงสิ่งต่อไปนี้
1. ความเชื่อในเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐานในปรัชญาอินเดียโบราณ แม้แต่เทพเช่น พระอินทร์และยมราชก็ไม่ พ้นกฎเกณฑ์นี้ ล้วนต้องเวียนว่ายตายเกิดเหมือนสรรพสัตว์ทั้งหลาย การเกิดใหม่ในฐานะใดย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำในภพก่อนหน้านั้น
2. การให้ความสำคัญแก่ “ธรรม” หรือ กฎหมาย หรือ ความยุติธรรม อย่างเคร่งครัด สังคมพุทธของไทยได้เน้นความสำคัญของหลักอินทภาษ หรือ จรรยาบรรณ ของสุภาตระลาการและผู้พิพากษา ทั้งนี้โดยให้ความสำคัญแก่อคติ 4 ในขณะเดียวกัน ต้องดูแลว่าการลงโทษต้องมีน้ำหนักสมควรแก่ความผิดและสถานภาพของผู้กระทำผิด ไม่ใช่ว่าจะตัดสินตามตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว
4. แม้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ แต่การบังคับใช้กฎหมายและการเจียดโทษต้องยืดหยุ่นตามกาละเทศะ ดูสภาวะจริงของผู้กระทำผิด คัมภีร์พฤหัสบดีสมฤติ กล่าวถึงความผิดพลาดของพระราชาที่สั่งตัดสินประหารชีวิตมาณฑวยมุนี โดยอาศัยหลักฐานแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ว่า ทำให้คนบริสุทธิ์ได้รับโทษ เรื่องนี้พุทธศาสนารับคติความเชื่อเรื่องบาปอันเกิดจากความผิดพลาดของการตัดสินคดีโดยโมหคติและตำนานเรื่อง มาณฑวยมุนีของลัทธิพราหมณ์เข้ามา แต่ได้แต่งเนื้อเรื่องเสียใหม่ให้เกี่ยวกับกำเนิดนางปทุมาวดีในคัมภีร์มหาวัสตุ เรื่องนางปทุมาวดีที่มาแต่งเพิ่มเติมในพม่าก็ยังมีอีกหลายสำนวน บางสำนวนเอาไปเกี่ยวข้องกับตำนานเมืองก็มี เช่น ตำนานเมืองท่าฆ้อง (Tagaung) คัมภีร์อรรถศาสตร์ ก็ได้กล่าวยกเรื่อง มาณฑวยมุนี เป็นเครื่องเตือนสติกระลาการผู้พิพากษาในการตัดสินความและการเจียดโทษเช่นกัน หลักการของไทยในประมวลกฎหมายตราสามดวงก็เป็นเช่นนี้ ยกเว้นความผิดแก่ “เด็ก 7 เข้าเถ้า 70“ ความผิดบางอย่างเป็นความผิดที่เกิดจากความไม่รู้และมิได้มีเจตนา จึงเป็นเพียงโทษเบา

----------------------------------------------------------------------------------------
(2) ดู “Padumāvati” ในหนังสือ The Mahāvastu, Volume III, translated by J.J.Jones,  ในชุด Sacred Books of the Buddhists, (The Pali Text Society, London-Routledge & Kegan Paul, Ltd, 1978): 148-165
(3) หมายถึง ป่าอันเป็นที่บำเพ็ญตบะ ผู้เขียนเลือกใช้คำนี้ซึ่งปรากฏอยู่ในจารึกโบราณที่เมืองละโว้

 วิจารณ์ พานิช
๑๖ ธ.ค. ๕๐