ความสัมพันธ์ทางอารมณ์ และจิตใจที่มั่นคงและต่อเนื่อง ระหว่างผู้ปกครองและ เยาวชน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของผู้ปกครองว่า เด็กๆ จะทำอย่างดีที่สุด ความใส่ใจที่จะดูแล ให้เด็กใช้ภาษาอย่างถูกต้องและได้ผล การติดตามว่าลูกคบกับใคร การกำกับ ซึ่งจะทำให้เด็กๆ มีภูมิต้านทานต่อความเครียดและแรงกดดันภายนอกบ้าน มีความรู้สึกที่ดีต่อโรงเรียนและ การเรียนรู้

ความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงดูของครอบครัว ต่อการเรียนรู้ของเด็ก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">แปลจากเอกสารของ International Bureau of Education </p><h5 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">1. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและนักเรียน การพูดคุยกันในเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันแม้ทุกครอบครัวจะทำอยู่บ้างแล้วแต่ปริมาณและคุณภาพจะต่างกันพื้นฐานการพูดคุยควรเป็นเชิงบวกเกื้อหนุนให้กำลังใจกันการแลกเปลี่ยนเป็นไปทั้งสองฝ่ายที่จะรับฟังซึ่งกันและกันทั้งมีการจัดเวลาเพื่อให้มีโอกาสพูดคุยกันเช่นเวลารับประทานอาหารร่วมกัน</p>

ครอบครัวที่ไม่มีเวลามากพอที่จะพูดคุยกันทุกวันหากเพียงแต่จัดเวลาเพียงวันละ 2-3 นาทีรับฟังลูกๆคุยถึงเรื่องราวที่ได้ประสบพบเห็นในวันนั้นโดยไม่มีคนอื่นสิ่งอื่นมารบกวนก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและยิ่งไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครอบครัวอื่นๆก็จะทวีคุณค่ามากขึ้น

2. ชีวิตประจำวันของเด็กๆ

เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีหากผู้ปกครองกำหนดกรอบกติกาที่ชัดเจนและมั่นคงในชีวิต ในการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ และมีประสบการณ์เรียนรู้ที่มีคุณค่า

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าชีวิตประจำวันของครอบครัวปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครองงานอดิเรกและสันทนาการที่ครอบครัวทำร่วมกันล้วนเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ที่ดี

3. ความคาดหวังและการกำกับดูแลโดยครอบครัว ครอบครัวยังช่วยกระตุ้นส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กทดลองสิ่งใหม่ๆและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นรวมทั้งช่วยแนะนำในเรื่องการเรียนรู้ในโรงเรียนติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและที่สำคัญปลูกฝังค่านิยมว่าผลงานเกิดจากการทำงานอย่างมุ่งมั่นมากกว่าจากโชคชะตาหรือการเล่นเส้น

ผู้ปกครองอาจช่วยลูกๆ จัดระบบในชีวิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น ให้วางแผนหลังเลิกเรียนว่า จะทำอะไร อ่านอะไร เล่นกับใคร ดูรายการทีวีอะไร การวิเคราะห์กำหนดการในลักษณะนี้ จะช่วยชี้ ให้เห็นว่า ครอบครัวให้ความสำคัญแก่เรื่องใด เด็กๆ ควรมีเวลาอย่างน้อยวันละ 10 นาที ที่จะอ่าน หนังสือ และเมื่อใดที่เด็กดูโทรทัศน์มากกว่าวันละ 90 นาที ต้องถือว่าเวลาถูกปล้นไปจากกิจกรรม เรียนรู้อื่นๆ ที่เกิดประโยชน์

อย่าลืมว่าเด็กๆ ต้องมีเวลาสำหรับความสนุกสนานเพลิดเพลินบ้าง แต่การเรียนรู้ก็ต้องมา เป็นลำดับแรก

กฎหลักที่สำคัญที่สุดของผู้ปกครองคือการรู้ว่าลูกอยู่ที่ไหนทำอะไรและอยู่กับใคร

4. การบ้าน งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าการให้การบ้านแก่เด็กอย่างเหมาะสมจะเพิ่มผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของเด็กถึง 3 เท่าจากพื้นเดิมทางเศรษฐกิจและสังคมของเด็กการบ้านจะช่วยเพิ่มการเรียนรู้ข้อมูลกระตุ้นการคิดวิเคราะห์สร้างลักษณะนิสัยที่ดีและช่วยเหลือเด็กที่เรียนอ่อนให้ตามทัน

5. การสื่อสารระหว่างบ้านและโรงเรียน เด็กๆจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดถ้าผู้ปกครองและครูเข้าใจกันและติดต่อสัมพันธ์กันใกล้ชิดในเรื่องนิสัยการเรียนรู้ของเด็กเจตคติต่อโรงเรียนความก้าวหน้าทางวิชาการหรือการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ

6. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง โรงเรียนพึงตระหนักว่าผู้ปกครองอาจไม่มีเวลาที่จะมีส่วนร่วมในทุกเรื่องฉะนั้นต้องกลั่นกรองว่าจะให้ความสำคัญแก่เรื่องใดทั้งนี้ควรสนับสนุนบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนการสอนในครอบครัวมากกว่าที่โรงเรียน

7. การศึกษาสำหรับผู้ปกครอง
งานวิจัยพบว่า การอบรมที่ช่วยให้ความรู้แก่แม่ ในการพัฒนาสติปัญญาของเด็กที่บ้าน จะส่งผลโดยตรงต่อ การเรียนรู้ ในโรงเรียน
อ้างอิงจาก http://www2.obec.go.th/kasama/images/International%20Bureau%20Of%20Education.pdf
นำมาฝากเผื่อเป็นประโยชน์กับท่านผู้ปกครองทุกท่านครับ

</span><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p></span></span></span> </h5><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"></p>