จิตหนอเจ้านี่ช่างว้าวุ่นเสียนี่กะไร
เจ้าเหมือนลิงที่ป่ายปีนอยู่บนกิ่งไม้ในแนวป่าอันกว้างใหญ่

ถ้ามีต้นไม้ เจ้าก็จะป่ายปีนอย่างเร็วไว ใช่ไหม?
ถ้าไม่มีต้นไม้ ไม่เจอต้นไม้ เจ้าก็อยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ ไม่ไหวติง
เจ้ากิเลสเอ๋ย ความอยากเอ๋ย เจ้าเป็นเหมือนดั่งต้นไม้ให้ลิงได้สั่นไหวไปตามคลื่นจังหวะของหัวใจ ที่เต้นเร็วระรัวไวด้วยไอของกิเลสเพียงแผ่วเบา

นั่นก็ดี จะตัดเจ้าต้นไม้ออกเลยก็เสียใช่ที่ตัดต้นแห่งเหตุปัจจัยที่จะไม่ทำให้เจ้าลิงเคลื่อนไหวส่ายไปมา
การตัดต้นไม้ คงจะดับต้นเหตุเพียงได้แค่ช่วงกาลและเวลา อีกไม่ช้าไม้เติบใหญ่ เจ้าคงจะมีที่โลดแล่นไปในที่ห่างไกลอย่างฉับพลัน


สมาธิ ดั่งต้นไม้ ถ้าอยู่ในสมาธิ ต้นไม้ก็ไม่มี ออกจากสมาธิ ต้นไม้ก็กลับมีขึ้นได้โดยพลัน
ออกจากสมาธิ จิตใจก็กลายเป็นลิงที่โลดแล่นอยู่ในสังสารวัฏได้อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น

ปัญญา เจ้าสามารถกำจัดกิเลสและกามราคะได้อย่างสิ้นรากและถอนโคน

ทำอย่างไรลิงเจ้าเอยถึงจะมีปัญญาที่จะถ่ายทอดกามราคะให้สิ้นหมดจดจากใจของเจ้าได้

อานาปานสติที่จับอยู่กับลมหายใจคงจะช่วยเจ้าได้ไซร้ในอีกไม่ช้าคราคืนวัน

จิตเจ้าเอย เจ้าก็อยู่รู้ว่าวิ่งแล้วทุกข์ คิดแล้วทุกข์ เจ้าก็ยังจะวิ่งไปได้ วิ่งไปโน่น วิ่งไปนี่

วิ่งไปตามสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ
วิ่งไปตามสิ่งต่าง ๆ ที่ทั้งรู้และไม่รู้

แต่ก็ดีเหมือนกัน ให้มันวิ่งอยู่นี่แหละ
ฉันจะคอยดูตามที่เจ้าวิ่ง ดูซิว่าเจ้าจะวิ่งไปไหน วิ่งไปอย่างไร แล้วเจ้าจะสงบได้อย่างไร


เจ้าทุกข์ ฉันจะคอยดูเจ้า
เจ้าสุข ฉันก็จะคอยดูเจ้า

ดูกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้แหละ
ดู ๆ กันไป ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย
ฉันจะสมาธิที่อยู่บนศีลตามดูเจ้า 
ดูซิเจ้าจะวิ่งไปถึงไหน แล้วเจ้าจะหยุดได้อย่างไร...