ตามหลักจิตวิทยาการศึกษาเชื่อว่า ครูที่ตีเด็กนั้น แสดงว่าเป็นครูที่ไม่ค่อยเก่ง เพราะถ้าเป็นครูที่เก่งแล้ว จะต้องสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก เช่น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้น่าสนใจ ใช้การแข่งขั้นเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างที่ครูต้องการ มากกว่าใช้การขู่บังคับหรือลงโทษ มีการเสริมแรงด้วยการให้คะแนนหรือให้ดาวเด็กดี เป็นต้น ในที่นี้ขอนำเสนอการสร้างแรงจูงใจในการเรียนด้วยการใช้ “ดาวเด็กดี” เพื่อเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนทำงานส่งครู หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูมอบหมายโดยไม่ต้องบังคับ
การให้ดาวเด็กดี การให้ดาวเด็กดีแก่นักเรียนอาจทำได้ใน 2 รูปแบบ คือ แบบรายบุคคล และแบบรายกลุ่ม ซึ่งอาจจะต้องทำควบคู่กันไปทั้ง 2 แบบ จึงจะบังเกิดผลดีตามที่ต้องการ 1. การให้ดาวเด็กดีเป็นรายบุคคล เพื่อใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนเป็นรายบุคคล วิธีการก็คือ ครูจะอธิบายถึงข้อตกลงให้นักเรียนทุกคนทราบว่า ทุกครั้งที่นักเรียนทำงานส่งให้ครูตรวจ ครูจะขีดเครื่องหมายถูก พร้อมทั้งเขียนรูปดาวลงในสมุดงานของนักเรียน ดังนี้ 3 ดาว หมายถึง ดี 2 ดาว หมายถึง ดีพอใช้ (ปานกลาง) 1 ดาว หมายถึง พอใช้ เมื่อสิ้นเดือนหรือสิ้นภาคเรียน ก็จะให้นักเรียนแต่ละคนนับจำนวนดาวที่ได้รับในสมุดของตนเอง ใครได้ดาวมาก อยู่ในลำดับที่ 1 – 3 หรือ 1 – 5 หรือ 1 – 10 หรือได้ดาวครบจำนวนที่ครูได้กำหนดไว้ จะได้รับรางวัลจากการเป็นเด็กดี ซึ่งรางวัลนั้น อาจจะเป็นสิ่งของหรือเกียรติบัตรก็ได้ตามแต่ครูจะเห็นว่าเหมาะสม ด้วยวิธีการนี้ จะทำให้นักเรียนแต่คนละอยากทำงานส่งครูมากกว่าที่ทำส่งแล้ว ไม่มีผลอะไรตอบสนอง 2. การให้ดาวเด็กดีเป็นรายกลุ่ม เพื่อใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันเป็นกลุ่ม เช่น การทำความสะอาดห้องการเข้าแถว และการทำรายงานของกลุ่ม เป็นต้นวิธีการก็คือ ครูให้นักเรียนในห้องแบ่งออกเป็นกลุ่ม ประมาณ 5-6 กลุ่ม ตามความเหมาะสม จากนั้น ครูจัดทำตารางสำหรับให้ดาว เมื่อนักเรียนกลุ่มใด ตั้งใจทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูมอบหมาย เช่น เข้าแถวด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตั้งใจเรียนไม่คุยกันในขณะที่ครูสอน ทำเวรห้องได้สะอาด หรือตอบคำถามต่าง ๆ ของครูได้ถูกต้อง เป็นต้น ครูก็จะเขียนดาวลงในตารางให้แก่นักเรียนกลุ่มนั้น ในทางกลับกัน ถ้านักเรียนทำผิด เช่น เข้าแถวไม่เรียบร้อย ถ้างดให้ดาวแล้ว นักเรียนยังไม่ดีขึ้นอาจจะลบดาวที่มีอยู่ออก เป็นการทำโทษ ก็จะช่วยหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนานั้นได้ เมื่อสิ้นเดือนหรือสิ้นภาคเรียนกลุ่มใดได้ดาวมาก ในลำดับที่ 1 – 3 ก็จะได้รับรางวัลดาวเด็กดีทั้งกลุ่ม ซึ่งรางวัลอาจจะเป็นสิ่งของสำหรับแบ่งให้ทุกคนในกลุ่ม หรือเป็นเกียรติบัตร หรือสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่แสดงถึงความก้าวหน้าของกลุ่มก็ได้ การให้ดาวเด็กดีนี้ มีแนวคิดมาจากทฤษฎีการวางเงื่อนไขของสกินเนอร์ (Skinner) สกินเนอร์ให้ความสำคัญกับการเสริมแรง (Reinforcement) ที่จะทำให้พฤติกรรมที่เราต้องการเกิดซ้ำอีกหรือตอบสนองเพิ่มขึ้น โดยการใช้สิ่งเร้าภายนอก ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งของ ทำให้ผู้รับเกิดความพึงพอใจ เช่น สกินเนอร์ได้ทดลองให้นกจิกปุ่ม 2 ปุ่ม ถ้านกจิกปุ่มที่ 2 จะมีข้าวเปลือกไหลออกมา ทำให้นกได้กินข้าวเปลือก นกก็จะคงพฤติกรรม เลือกจิกเฉพาะปุ่มที่ 2 เท่านั้น การให้ดาวเด็กดีแก่นักเรียนที่ทำความดี ก็ใช้หลักการเดียวกัน อยากให้ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ..เผื่อจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผลเป็นอย่างไรช่วยกรุณาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้นะครับ...
เขตปลอดไม้เรียว ตอนดาวเด็กดี .. (เรื่องเล่าจากความสำเร็จ ภาค ๘)
ใครได้ดาวมาก อยู่ในลำดับที่ 1 – 3 หรือ 1 – 5 หรือ 1 – 10 หรือได้ดาวครบจำนวนที่ครูได้
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาย ธีรเดช จาง จอมชิตกล่ำ · 17 ธ.ค. 2550
pornchai · 17 ธ.ค. 2550
นาย ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม · 17 ธ.ค. 2550
นาย ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม · 17 ธ.ค. 2550
Wasawat Deemarn · 17 ธ.ค. 2550
ศนสิงโต · 17 ธ.ค. 2550
เห็นด้วยครับ โดยเฉพาะกับนักเรียนชั้น ป.1 - ป.3 ประมาณ ปี 2521 ผมเคยสอนนักเรียนชั้น ป.1 นำวิธีนี้ไปใช้ เด็กชอบมาก จะมาขอดาวทุกวัน ซึ่งเราต้องให้เด็กทำดีเป็นการแลกเปลี่ยน เช่นเขียนหนังสือให้สวย เขียนให้ถูก อ่านหนังสือให้ครูฟัง ทำความสะอาดห้อง ลบกระดาน เก็บขยะไปทิ้งเป็นต้น
.............ศักดิ์เดช