..เป็นบทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 21เดือนนี้เอง โดย
แพทย์หญิงท่านหนึงจากโรงพยาบาลจุฬา ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะบำบัด
เค้าได้กล่าวถึงโครงการนี้ว่าเป็นโครงการเพื่อผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย ซึ่งคำว่าระยะ
สุดท้ายฟังดูแล้วก็รู้สึกเศร้าและหดหู่แล้ว แล้วเด็กพวกนี้ละจะคิดยังไง และนั้น
ละคือปัญหา ดังนั้นเพื่อให้เด็กปรับตัวเพื่อความเจ็บป่วยของตนเอง ก็เลยใช้การ
วาดรูปเป็นสื่อให้เด็กปฏิบัติ เพื่อให้เด็กได้ระบายสิ่งในใจออกมา จากโครงการนี้
คุณหมอได้เล่าว่าทำให้เด็กสดใสร่าเริงขึ้น กล้าพูด กล้าเจรจา และที่สำคัญช่วย
ให้พวกเค้าลืมความเจ็บปวดได้
... ฉันจึงชอบประโยคหนึ่งที่บอกเอาไว้ว่า..คุณค่าของงานศิลปะบำบัดไม่ได้อยู่
ความงามของชิ้นงาน แต่อยู่ที่ความสุขอันเกิดจากการสร้างงานศิลป์...
....ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าความรู้สึกที่เกิดจากความทุกข์ของแต่ละคนเป็นยัง
ไง..และถ้าความทุกข์ที่ว่านั้นมันเป็นชื่อเดียวกับเจ้าความเครียดละก็..การแก้
ปัญหาในเรื่องความเครียด..ก็คงเป็นเรื่องของความคิดละ..ความคิดที่แต่ละคนก็มี
เหตุผลบ้างหรือไม่มีเหตุผลนั้นคนที่จะรู้ดีที่สุดก็คือเรา....
...แต่เรามีแค่สมองเดียว หัวใจก็ดวงเดียวมีเพียงอวัยวะไม่กี่ส่วนเท่านั้นที่
มี 2 อย่าง..แล้วเราจะแบกความคิดที่ยังไม่รู้คำตอบหรือความคิดที่ไม่มีเหตุผลไว้
อีกทำไมละ...
....วางลงซะเถิด ไอ้ ความคิดที่ทำให้เรารู้สึกแย่ ๆ ..ลองหาที่วางลงก็ได้..น่าจะ
ได้ซักที่ แล้วบอกว่า " ฝากไว้ก่อน " ส่วนจะกลับมาเอาหรือไม่นั้นก็แล้วแต่นะ..
...แล้วจะทำให้ทุกส่วนในร่างกายเราเบาลง..แล้วกลับมามองหน้าที่ของเราดีกว่า..
ทำดีที่สุดแล้วในผลงาน แต่มันก็คืองานที่เราสร้างสรรค์..นี้แหละคือสิ่งที่เรา
ภูมิใจที่สุด..จริงม๊ะ....
รันยาไนท์