Changing the past, then Inviting the Future Self

มีคำถามน่าสนใจว่า "จริงๆแล้ว เราเปลี่ยนอดีตได้หรือไม่?" คำถามนี้ inspire ให้คนหลายๆวงการ นักวิทยาศาสตร์ นักไสยศาสตร์ นักแต่งนิยาย นักทำหนัง ทำภาพยนต์ เขียนหนังสือ ฯลฯ ทำให้ผมรู้สึกว่าความคิดเรื่องการเปลี่ยนอดีตนี่ มัน "โดนใจ" คนหลายคนทีเดียว

จริงๆแล้ว ผมกำลังนำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ของการ "เปลี่ยนอดีต" เป็นความเป็นไปได้ที่ไม่ต้องอาศัยฟิสิกส์ อาศัย time machine หรืออาศัยอะไรราคาแพง หายากอะไรเลย 

 เพราะเมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว "อดีต" ที่พวกเราแต่ละคนมีนี่ เป็นอดีตที่ตัวตนเราเป็นคนให้ความหมายเองทั้งสิ้น ทีนี้ เวลาเราพูดว่า "ตัวตนเรา หรือตัวเรา" นั้น เรากำลังหมายถึงใคร? primary self ตัวไหนที่กำลังเป็นผู้กำกับ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้เขียนบท? ในทางศาสนาพุทธนั้น "จิต" เรามีถึง 52 เจตสิก ในทาง voice dialogue หรือการสนทนากับเสียงภายในตน แล้วเรามี primary selves หลายตัว เช่น ท่านวิจารณ์ (inner critics) คุณดัน (pusher) คุณสมบูรณ์ (perfectionist) เรายังมี disowned selves อีกหลายแบบ อาทิ เด็กน้อยผู้อ่อนแอ (vulnerable child) วัยรุ่นแหกคอก (rebellion youth) แม่ผู้โอบอ้อม (kind mum) ฯลฯ ซึ่งแต่ละ self แต่ละตัวตนของเรา จะมีการมองเห็นเหตุการณ์ รับรู้ แปลความ ไม่เหมือนกันเลย แล้วขณะที่เรา "สร้างอดีต" แต่ละอดีตนั้น เราสร้างโดย self ตัวไหนกันแน่?

 ในการเขียนโลกภายในตนด้วย self แบบไหนนั้น จะส่งผลกระทบถึงตัวตนในอนาคตอย่างแน่นอน เช่น ถ้าเป็น perfectionist กำลังเขียนบท "ดูซิ ทำงานได้สมบูรณ์แบบ เราจึงได้ที่หนึ่ง ได้ที่ดีเยี่ยม ได้รับคำชม ทำงานต้องทำให้ได้แบบนี้สิ" ตัวตนที่เป็น lazy boy ก็จะถูกส่งลงไปห้องใต้ถุน (คือก้นบึ้งของจิต ของสติ) อย่าได้เสนอหน้าออกมาอีกเลย  future self ของเราที่เติบโตมาจากอดีตที่วาดแบบนี้ ก็จะไม่สามารถที่จะ "ขี้เกียจก็ได้" ทุกขั้นตอน ทุกส่วนของวิถีชีวิต จะต้องสมบูรณ์แบบ หรือใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบที่สุด ตัวเองก็จะถูกเคี่ยวกรำอย่างหนัก รวมทั้งคนข้างเคียง ลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา เพียงเพราะเราปล่อยให้ท่านสมบูรณ์เป็นคนเขียนอดีตแต่เพียงผู้เดียว

ไม่ได้หมายความว่าการเป็น perfectionist มันไม่ดีอะไร แต่ที่แน่ๆก็คือ มันขาด "ความเป็นไปได้แบบอื่น" ถ้าเรายอมให้อดีตเพียง version ควบคุมเราทั้งชีวิต บางทีชีวิตก็ต้องการทางออกใหม่ๆ วิธีการดำรงชีวิตใหม่ๆ หาความหมายใหม่ๆ เพื่อความสดชื่น สดใส เปลี่ยนแปลงได้้เช่นกัน

และบางที ตัวเราเองก็ใช่ว่าไม่รู้่ว่าต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ตราบใดที่ "อดีต" ยังควบคุมตัวเราอยู่ เช่น "แหม อยากจะพักผ่อน ไปท่องเที่ยว ไปญี่ปุ่นสักอาทิตย์ ไปทะเลสักอาทิตย์" อดีตของเราก็จะบอกว่า "ไม่ได้หรอก เดี๋ยวงานจะคั่งค้าง เสร็จไม่สมบูรณ์แบบตามที่เรา "เคย" ตั้งปณิธานไว้" หรือเดิมอดีตเราเต็มไปด้วยการผลัดวันประกันพรุ่ง พอถึงวาระสำคัญของงาน ของชีวิต ที่ต้องทุ่มเท เราอาจจะคิดว่า "เอาละวะ คราวนี้ ต้องตั้งใจอ่านหนังสือ เตรียมตัวสอบ เพราะจะต้อง entrance ให้ได้" เสียงอดีตเราก็จะบอกว่า "แต่ไปดูหนังสักเรื่องก่อนก็ดีนะ สมองจะได้เบาสบาย แจ่มใส แล้วค่อยกลับมาอ่านหนังสือก็ยังทันถมไปนะ"