Hi Japan 2“ออนเซ็น” อาบที่ไหน ที่กายหรือที่ใจไปญี่ปุ่นทั้งที่ไม่พูดถึงการไป ออนเซ็น คงไม่ได้ ทีมเราทั้งหมดที่ไปกัน ตอนแรกก็มีที่ไม่อยากอาบน้ำแบบนี้ เพราะดูท่าท่างหลายๆท่านก็กล้าๆกลัวๆ เหมือนกัน การอาบน้ำแบบนี้ นอกจากจะเป็นการเปิดใจให้ยอมรับในธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลอีกด้วย เท่าที่พยายามสังเกต คนญี่ปุ่นหรือคนเกาหลีเขาไม่สนใจเรื่องเนื้อตัวกันและกันเลย จะมีเฉพาะแม่และลูกเท่านั้นที่ดูแลกันและกัน ทำให้เราคิดว่าต้องนำมาประยุกต์ใช้ที่บ้านเราบ้าง การที่เด็กเริ่มเป็นสาวมาอาบน้ำกับแม่ ก็จะทำให้เกิดการไว้วางใจซึ่งกันและกัน เปิดเผยกันทุกเรื่องได้อย่างดี การเข้าออนเซ็นทำให้เห็นใจตัวเองว่าเป็นอย่างไร วันแรกที่ใจยังไม่นิ่งก็รู้สึก คิดไปเองมากมาย แอบๆเหลียวดูคนโน้น คนนี้ ทั้งที่คนอยู่ข้างๆเรา (ญี่ปุ่น) ไม่เคยแม้แต่จะเหลียวมาดูเราสักนิด สายตาเธอบ่งบอกเลยว่าธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ เห็นเธอแล้วเราก็ต้องตั้งคำถามตัวเองว่าเราเห็นชิวิตเป็นธรรมชาติหรือยัง ร่างกายที่ธรรมชาติให้มาเราเห็นเป็นเรื่องธรรมชาติแล้วหรือยัง แล้วเวลาอาบน้ำเนี้ย ! เราอาบไปที่หัวใจกันบ้างหรือเปล่า มัวแต่อายร่างกายที่นับวันก็สลายไปตามธรรมชาติ แต่หัวใจที่ต้องการน้ำมาล้างเสียบ้าง ล้างใจที่เลอะๆ ที่ไม่ค่อยสะอาด เราได้ทำกันบ้างหรือยัง? Hi Japan 3 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การไปญี่ปุ่นคราวนี้ มีอะไรมากมายหลายอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเจอะเจอ อย่างแรกก็ต้องเป็นเรื่องการที่คนญี่ปุ่นสูงอายุส่วนใหญ่จะเข้ามาทักทายกับเราเหมือนว่าเราเป็นญาติ คนรู้จักอะไรสักอย่าง ทุกเมืองที่ได้ไปเยือนอย่างน้อยต้องมี 1 กลุ่มที่เข้ามาทักทาย ทั้งที่ภาษาญี่ปุ่นเราไม่ได้ เรื่องที่สุดก็ว่าได้ ยิ่งไปอยู่บ้านไมโกะด้วยแล้ว เหมือนจงใจจัดให้อย่างไรไม่รู้ ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นการจับฉลากกันต่างหาก บ้านไมโกะที่เรา 3 คนไปพัก (แก้ม , ทิพย์ และ เรา) ยิ่งอยู่ก็เหมือนยิ่งคุ้นเคย นั่งคุยกันในคืนสุดท้ายก็ยิ่งประหลาดใจ โนริโกะ แม่บ้านผู้รอบรู้ ดูแลทุกเรื่องในบ้าน ทำอาหารอร่อย ทำขนมอร่อย เก่งรอบด้าน ไม่ว่าพวกเราจะเอ่ยถึงเรื่องอะไร โนริโกะ ก็สามารถหาสิ่งของมาประกอบการตอบคำถามได้หมด อย่างกับโดเรมี ทีเดียว อยู่บ้านนี้ทำให้เรารู้ว่าญี่ปุ่นตอนนี้ก็เริ่มปรับปรุงการเรียนการสอนใหม่ เด็กเล็กๆ มีเรียนแค่ 3 วิชา คือ ศิลปะ กีฬา และดนตรี ทำให้ลูกๆ โนริโกะ เป็นเด็กที่มีความสุขดีจัง มีทั้งเหรียญทองยูโดของลูกชายคนโต ทีวีแชมป์เปี้ยนเรื่องปิงปองของลูกชายคนสุดท้อง แถมมีภาพวาดรูปครอบครัวฝีมือลูกๆติดเต็มไปหมด ส่วนลูกสาวก็มีเปียโนเป็นอุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้ เห็นแล้วให้ทึ่งในความคิดของโนริโกะจริงๆ แถมบ้านนี้ยังสามารถมากจริงๆในเรื่องศิลปะ เพราะถ้วยชามที่ใช้ในบ้านเป็นฝีมือของโนริโกะและลูกๆ เป็นคนปั้นทั้งนั้น พลิกก้นถ้วยก็จะเห็นชื่อผู้ผลิตเขียนอยู่อย่างชัดเจนที่เดียว</p> นอกจากความคุ้นเคยในบ้านไมโกะแล้ว เมื่อเราได้ไปเยือน นางาซากิ เรากลับมาความรู้สึกเหมือนได้เดินในที่คุ้นเคยอย่างไรไม่รู้ ได้ยินเสียงร้องไห้ดังอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลาทั้งที่เราไม่ใช่คนที่จะรับรู้อะไรประเภทนี้ จะว่าคิดไปเองก็ไม่น่าใช่ เราก็ได้แต่ปลอบประโลมออกมาเป็นคำพูดให้ทุกสรรพสิ่งที่เราไม่รู้ว่ามีหรือไม่ได้ยินว่า “ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องร้องไห้ เอาบุญมาฝาก ของให้พ้นทุกข์” หลังจากที่เรามีความรู้สึกแปลกๆ สักพัก ท่านคนไร้กรอบก็เดินมาบอกว่าให้หายใจลึกๆๆ อย่างร้องไห้ออกมา เราก็งง เหมือนกัน เพราะเราแน่ใจในตัวเองว่าไม่ได้ร้องไห้และน้ำตาก็ไม่มีทีท่าว่าจะไหลออกมา แต่ท่านคนไร้กรอบก็บอกว่าให้เห็นเป็นเรื่องปรกติ ดูจิตไว้ อย่าให้จิตตก หรือเป็นเพราะเราจิตตกนะ จึงได้สัมผัสอะไรแปลกๆ หลังจากนั้นพวกเราก็ไปสวดมนต์ให้กับทุกดวงวิญญาณที่ต้องเจ็บปวดจากสงครามครั้งนั้น เสร็จแล้วพี่ไกด์ก็พาไปอนุสาวรีย์ที่สวนสันติ ที่สวนนี้เอง เราก็เริ่มแปลกใจอีก เพราะในขณะที่ถ่ายรูปกันอยู่ ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับการหามุมถ่ายรูป เรากับเห็นเหมือนใครกำลังพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้น้อยๆจากกล้องถ่ายรูป พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบเป็นเมฆ ที่ลอยไปลอยมา ทำให้สงสัยว่าเราจิตตกจริงๆแน่เลย ถึงได้ถ่ายเมฆออกมาเป็นรูปพญานาคได้เลยไม่รู้ว่าเรามีความสัมพันธ์ในอดีตกับใครที่ญี่ปุ่นมาก่อนหรือเปล่า ทำให้การเดินทางครั้งนี้ดูเคยคุ้นอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
Hi Japan 2
ญี่ปุ่นตอนนี้ก็เริ่มปรับปรุงการเรียนการสอนใหม่ เด็กเล็กๆ มีเรียนแค่ 3 วิชา คือ ศิลปะ กีฬา และดน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น