ผวาเงินเฟ้อสูงกดดันขึ้นค่าจ้างอีกรอบ สศช.จี้รัฐบาลใหม่สร้างสมดุลเศรษฐกิจ

สศช.ชี้เศรษฐกิจไทยปรับตัวสู่สมดุลโดยการบริโภคและลงทุน ฟื้นตัวช่วยชดเชยการส่งออกที่ชะลอตัว คาดทั้งปีนี้จีดีพีโตไม่ต่ำกว่า 4.5% และปีหน้าจะอยู่ที่ 4-5% ภายใต้เงื่อนไขรัฐบาลใหม่ต้องเดินตามแผนพัฒนาฯ   ฉบับ 10 ส่วนเงินเฟ้อไม่น่าห่วง แต่กังวลปฏิกิริยาลูกโซ่เพิ่ม เรียกร้องค่าจ้างอีกระลอกนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไตรมาสที่ 3 ปี 2550 ขยายตัว 4.9% สูงกว่าการขยายตัว 4.2% ในไตรมาสแรก และ 4.3% ในไตรมาสที่ 2 เนื่องจากการส่งออกขยายตัวในเกณฑ์ดี แม้จะมีสัญญาณชะลอตัว แต่การบริโภคและการลงทุนปรับตัวดีขึ้น ช่วยชดเชยผลกระทบจากการส่งออกชะลอตัว และทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจมีความสมดุลมากขึ้นเมื่อเทียบ กับไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา  ทั้งนี้ รวม 3 ไตรมาสของปีนี้ เศรษฐกิจขยายตัว 4.5%  ดังนั้น สศช. มั่นใจว่าเศรษฐกิจทั้งปีนี้จะโต ได้ไม่ต่ำกว่า 4.5% แต่คงไม่ถึง 5% โดยปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ การส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ตามประมาณการไว้ 16% และการลงทุนปรับตัวดีขึ้น ขยายตัว 1.3% ขณะที่การบริโภคเชื่อว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.1% "ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มีปัจจัยสนับสนุนมากกว่าปัจจัยเสี่ยง ทั้งความแน่นอนทางการเมือง การเลือกตั้ง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำ ทำให้ความเชื่อมั่นของ
               ภาคอุตสาหกรรมและนักธุรกิจดีขึ้น นอกจากนี้ การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าการส่งออกใน
2 เดือนสุดท้ายมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้น 26.7% ในเดือน ต.ค.ทำให้การส่งออกโดยรวมขยายตัวตามเป้าหมาย"
สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สศช.มองว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยทั้งปีนี้อยู่ที่ 2.3% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงถึง 14,500 ล้านดอลลาร์ หรือ 6% ของจีดีพีนายอำพนระบุว่า ถ้าจะให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโตต่อเนื่องมีศักยภาพ 4-5% ในปีหน้า สิ่งสำคัญ      ที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้าสาย สีแดง 2 เส้นทาง รถไฟฟ้าสายสีม่วง 1 เส้นทาง รถไฟรางคู่ และระบบคมนาคมขนส่งต่างๆ จะต้อง เดินหน้า เนื่องจากจะเป็นปัจจัยพื้นฐาน  ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจโดยรวม และยังต้องทำให้ภาคเอกชนเชื่อมั่น ซึ่งหากโครงการดังกล่าวมีการเดินหน้าจะเป็นการกระตุ้นให้เอกชนลงทุนตามโดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข และโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีวงเงิน  15,000 ล้านบาท ในส่วนนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ทำให้การบริโภคและการลงทุนปรับตัวดีขึ้น "ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการโครงการต่าง ๆ ที่ผ่านมาปล่อยให้ชะงักมา 2 ปีแล้ว จะทำให้เอกชนไม่มั่นใจ และไม่เกิดการลงทุน   ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ เพราะการลงทุนภาคเอกชน คือ หัวใจในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นในปี 2551 ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลจะต้องเดินหน้าโครงการพื้นฐานที่มีการตกลงกันไว้แล้วในรัฐบาลนี้ เพื่อให้กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่มีเพียงภาคการส่งออก แต่ต้องมีความสมดุลมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุนและการบริโภค"นายอำพนย้ำว่า ถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วเดินตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10     ซึ่งนอกจากจะเน้นเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการช่วยเศรษฐกิจฐานรากแล้ว ยังมีเรื่องการท่องเที่ยวจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ภาคบริการและพึ่งปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนอย่างมีศักยภาพและสมดุลมากขึ้น แต่ถ้าไม่ดำเนินการตามจะทำให้เศรษฐกิจไทยไม่มีภูมิคุ้มกัน หากภาวะตลาดโลก     ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงมีความผันผวนรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ราคาน้ำมันที่มีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง โดย สศช.คาดว่าในปีหน้าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังเป็นระดับที่สูง เนื่องจากตลาดน้ำมันยังตึงตัว และคาดว่าราคาน้ำมันดิบจะชะลอลงเล็กน้อยในครึ่งหลังของปีตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และค่าเงินดอลลาร์ที่คาดว่าจะเริ่มทรงตัวได้ดีขึ้น รวมทั้งการปรับเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกอย่างไรก็ตาม แหล่งกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมันจะทำให้อัตราเงินเฟ้อในปี 2551 สูงขึ้นประมาณ 3-3.5% โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของ ปีหน้า เงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ไม่ควรตกใจเพราะเป็นการปรับเข้าสู่จุดสมดุล แต่ถ้ามีการเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีกจากที่ผ่านมา ทั้งเงินเดือนข้าราชการและค่าจ้างขั้นต่ำได้เตรียมปรับล่วงหน้าเพื่อรองรับเงินเฟ้อในปีหน้าไว้แล้ว อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ซึ่ง สศช.ค่อนข้างห่วงมาก เพราะหากเกิดขึ้นแล้วจะเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะการปรับราคาสินค้าและค่าจ้างจะไม่มีที่สิ้นสุด "เมื่อปีที่แล้ว สศช.ก็เป็นห่วงเรื่องปฏิกิริยาลูกโซ่ แต่ตรงจุดนี้คิดว่าไม่มีการผูกขาดจากผู้ผลิตก็ไม่น่าจะเกิดปฏิกิริยา
          ลูกโซ่ และสาธารณชนน่าจะมีความเข้าใจเศรษฐกิจมากขึ้น และคนไทยก็จะผ่านวิกฤตแล้ว คงไม่มีใครฉวยโอกาส       เพื่อสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่" นายอำพนกล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน พ.ย.2550 เทียบกับช่วงเดียว กันของปีก่อน ปรับตัวสูงขึ้นมาก อยู่ที่ 3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค. และ ก.ย.2550 ที่อยู่ระดับ 2.5% และ 2.1% ตามลำดับ         โดยสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาก ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน พ.ย.เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้น 1.1% เทียบเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 0.1% และช่วง 11 เดือนเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1% ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์คาดว่าตลอดปีนี้เงินเฟ้อขยายตัว 2.5% ขณะที่ปี 2551 คาดว่าเงินเฟ้อจะขยายตัว 3-3.5% ภายใต้สมมติฐาน ที่ราคาน้ำมันไม่เกิน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมติชน  กรุงเทพธุรกิจ  โพสต์ทูเดย์ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สรุปข่าวประจำวันของห้องสมุดกรมบัญชีกลาง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะ อ.ลูกหว้า แวะมาทักทายหลังจากที่หนูหายไป2-3วันค่ะ
เขียนเมื่อ 
เรื่องการส่งออก ถ้ารัฐบาลช่วยเหลือคนที่ว่างงานเมื่อโรงงานถูกปิด หางานให้กับผู้ที่ถูกเลิกจ้างเมื่อโรงงาน ให้งบประมาณกับบริษัทส่งออกเป็นการช่วยเหลือจะได่ไม่ต้องปิดโรงงานค่ะ