ห่วยได้ ไม่ยี่หระ (Episode II)


หลังจากเขียนภาคหนึ่งจบไป เมื่อเช่้าก็ได้ chat กับพี่สมพลอีกสี่ซ้าห้าประโยค ปรากฏว่าเกิดแรงบันดาลใจ (อะไรมันจะหาได้ง่ายขนาดนั้น!!) Episode II ก็เลยคลอดตามมาติดๆ ยังกะฝาแฝดที่คลานตามกันมา (delay ไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง) ปฏิสนธิพร้อมกัน แต่คลานตามกันมาต่างเวลาเท่านั้น

ห่วยได้ คือ เปราะบางได้ และ ไม่ยี่หระ คือ ปราศจากความกลัว (อภัยทาน No Fear)

ห่วยได้ ไม่ได้เป็นหน่วยการประเมิน แต่เสมือนเป็นการภาวนานั้นทีเดียว ตั้ม (วิจักษณ์ พานิช) เขียนเรื่องภาวนากล้าเจ็บ (ได้อย่างเจ็บปวด สะเทือนกระดองใจ) หลวงพี่ไพศาลพูดถึง Think Impossible, Do Impossible พูดถึงจิตอาสาที่บังเกิดขณะถูกรุมกระทืบ จิตแห่งนักรบเพื่อความยุติธรรมที่บังเกิดขณะชอกช้ำถึงที่สุด เป็นแรงบันดาลที่คงอยู่เป็นนิรันดร์ เพราะมาจากเอาชีวิต จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกเข้าแลก

ห่วยได้ ยังเป็นการซื่อตรงอีกด้ว ซื่อตรงต่อตนเอง ต่อความรู้สึกของตนเอง หากปราศจากซึ่งความซื่อตรงต่อตนเองนี้ไป ก็ไม่มีทางเกิดจิตวิวัฒน์ เพราะฐานที่จะวิวัฒน์ไม่มี ว่างเปล่า โอนเอน สั่นคลอน ห่วยได้เป็นเงื่อนไขแรกของการทำงานสะท้อนตนเอง (self reflection) ที่สามารถเจ็บปวด สั่นคลอน อ่อนไหว กับความจริงแท้ จึงจะเป็นประตูธรรม ไปสู่ธรรม หรือธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้น โดยไม่ติดกรอบกุศลกรรม อกุศลกรรม หรืออัพยกฤต (ไม่ทราบว่าเป็นกุศล หรืออกุศล) ที่เราใช้สัญญา เวทนา สร้างเป็นสังขาร วิญญาณทีหลัง

ห่วยได้ เป็นการเดินทะลุ voice of judgment เพื่อบังเกิด Open Mind ยังเป็นการยอมรับ มองรับรู้อย่างอ่อนโยนต่อเด็กน้อยคนอื่นๆ จึงเดินทะลุ voice of cynicism เพื่อบังเกิด Open Heart โดยจะทำอย่างนั้นได้ จะต้องภาวนาจนมีอภัยทาน หรือ no fear ก็คือ Open Will ที่ทะลุทะลวง voice of fear คำๆนี้คำเดียวเป็นคำบรรยายหลักสูตร Theory U ของ Otto Scharmer นำพาเราจาก I in it, I in Me, I in You ลงไปถึง I in Now หลังจากนั้น ก็รอ รอ รอ รอ Hold tension รอเวลาผุดบังเกิด รอเวลาตกตะกอน รอเวลาที่ผลึกตกผนึก กลายเป็นเพชรธรรมชาติ หรือเพชรแห่งธรรม

คำๆเดียวที่ไม่ธรรมดาเสียแล้วนะท่าน !!