ร่วมงานมหกรรม KM แห่งชาติครั้งที่ 4 ในวันแรก ได้รับประโยชน์มหาศาล ดีใจที่มีโอกาสล้ำค่าเช่นนี้

     เมื่อวันที่ 30 พ.ย. เป็นวันแรกที่จัดงานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติครั้งที่ 4 ที่ Hall 9 อิมแพค เมืองทองธานี

     งานนี้มีการจัดนิทรรศการ และการสัมมนาห้องย่อย 4 ห้อง ในส่วนของเครือฯ SCG มีการเสวนาในห้อง Tools and Learn ซึ่งในตอนเช้า 11.00 น. มีกลุ่มพยาบาลโรงพยาบาลจุฬา มาเล่าประสบการณ์ การนำเครื่องมือสุนทรียสนทนาไปจัดการความรู้ ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ป่วย รวมถึงก่อเกิดนวัตกรรมในการพยาบาล  

      ตั้งแต่เห็นสูจิบัตร และกำหนดการทาง e-mail ที่ทีมงาน สคส. ส่งไปให้ ก็ตั้งใจจะมาทักทายทีมที่ขึ้นไปพูด ยิ่งวันจริงมาได้ยินว่าจะพูดเกี่ยวกับสุนทรียสนทนาที่ตัวเองสนใจอยู่ ก็ต้องหาโอกาสไปฟังให้ได้

      ตอนเข้าไปในห้องสัมมนาก่อนเวลา เห็นทีมเสวนากำลังเตรียมการอยู่หลังห้องอย่างเคร่งเครียด เราก็เข้าไปสวัสดี พี่อดีตหัวหน้าพยาบาลที่ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว พร้อมกับแนะนำตัวว่าเคยเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลมาก่อน แต่ตอนนี้มาอยู่ที่ใหม่ ทีมพี่ๆ น้องๆ ที่นั่งตรงนั้นก็เลย ถามไถ่ว่าใครเป็นใครอยู่รุ่นไหน "พี่รุ่น 71" ส่วนน้องคนที่นั่งยองๆ อยู่ข้างโต๊ะ บอกว่า "หนูรุ่น 75" ตอนนั้นคิดว่า อ้อ พอจะใกล้กันบ้าง แล้วเราก็มาหาที่นั่งได้แถวหน้าๆ  มีน้องพยาบาลคนที่จะขึ้นเวทีมาแนะนำตัวว่า เขาคุ้นหน้าเรา เขาอยู่รุ่น 72 ยิ่งใกล้กันต้องทันเห็นหน้ากัน แต่ตอนแรกความงง ทำให้จำกันไม่ได้  แต่ผ่านไปสักพักก็เริ่มนึกออก  

      เมื่อได้ยินเรื่องที่ทีมเสวนานำมาเล่า ที่มาของการนำเครื่องมือ dialogue มาใช้ โดยรวมถึงประสบการณ์ที่นำมาใช้ร่วมกับผู้ป่วยและญาติ ...

     ที่มันกระแทกจิตใจตอนนั้น ตัวเองสัมผัสจากใจได้เลยว่า ในชีวิตที่เคยเป็นพยาบาลมานั้นใช่เลย ที่เรามักจะเป็นฝ่ายให้ หรือยัดเยียดความรู้ การบอกเล่า การแนะนำในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ หรือไม่เคยสนใจอย่างลึกๆ ว่า คนไข้เขารู้สึกอย่างไร

......แต่เป็นนิมิตรหมายที่ดี  ในยุคปัจจุบันพอพยาบาลนำ dialogue มาใช้ ทำให้พยาบาลที่มีความปรารถนาดีต่อคนไข้เป็นทุนเดิม มีจิตใจที่อ่อนโยน และมีโอกาสได้รับฟัง พร้อมทั้งใส่ใจในความเห็น ความคิดของคนไข้ จนนำมาปรับปรุงคุณภาพงานพยาบาลให้ดียิ่งๆ ขึ้นและก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ  (ในบริษัท ก็น่าจะทำ dialogue กับลูกค้าบ้างนะ)

      ระหว่างที่นั่งฟัง รู้สึกดีมากๆ ราวกับว่าตัวเองยังเป็นพยาบาลอยู่ เป็นการฟังที่เห็นภาพมากที่สุด เพราะเหตุการณ์ที่วงเสวนานำมาเล่านั้นเป็นภาพที่คุ้นเคยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ในภาพที่นำมาแสดง หรือบรรยากาศที่นั่งคุย และคิดว่าช่างเป็นกุศลอย่างยิ่งที่ผู้นำมีวิสัยทัศน์และนำสิ่งดีๆ มาสู่วงการ  

     โดยปกติจะแวะไปที่โรงพยาบาลเพื่อพบเพื่อน รวมทั้งพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานด้วยกันมาก่อนอยู่บ่อยๆ  ก็มักจะได้ิยินเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่เพิ่มภาระงานให้กับทีมการพยาบาลอย่างมาก จนหลายคนที่เหน็ดเหนื่อยรับไม่ไหว ลาออก หรือหลีกทางให้คนรุ่นใหม่ ไฟแรงขึ้นไปเป็นผู้นำแทน พี่อาวุโสขอเป็นผู้ตาม (อันนี้เรียกว่าพลิกปูม เลย เป็น big change เพราะแต่เดิมคนจะขึ้นเป็นระดับหัวหน้าตึกต้องเรียงตามลำดับอาวุโส ตามรุ่นที่จบ)  

     การทำอะไรใหม่ๆ อย่างเช่นตัวอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องแรก ซึ่งรู้ดีว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำให้คนที่ทำงานกันคนละกะ  มาร่วมมือ หรือมาประชุมด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง แล้วเกิดการเห็นพ้องต้องกันได้

     สุดท้ายตัวเองก็ได้แง่คิด มุมมองหลายอย่าง ที่นั่งฟังอยู่ทำไมสหสาขา อันได้แก่ ทีมแพทย์เจ้าของคนไข้ นักกายภาพบำบัด นักโภชนบำบัด จึงมาร่วมมือกันได้ แต่ก่อนไม่เคยเสวนากันเลย ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัว แต่เมื่อพยาบาลริเริ่ม dialogue  พวกเขาหันหน้ามาคุยกันได้ นั่นก็เป็นเพราะ Patient Centered Care หรือการเห็นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางและเป้าหมายร่วมนั่นเอง แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นในวงกว้าง แต่เริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วประสบความสำเร็จ ก็น่าจะเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ ได้