หลายวิธีที่จะมอบนำใจให้แก่กันนั้น เริ่มได้ง่ายๆด้วยการ....มองและยิ้ม ต่อจากนั้น ใช้การทักทาย พูด และสนทนา ให้ความมีน้ำใจต่อกัน ซึมลึกไปกว่านั้นอีก น้ำใจยังส่งให้ผู้อื่นด้วยการกระทำได้อีก ด้วยการเขียน ทั้งต่อคนที่รู้จักและไม่รู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ สามารถมอบน้ำใจให้แก่กันได้ทั้งสิ้น ธรรมเนียมวัฒนธรรมของคนไทย ถือว่า คนที่ไม่มีน้ำใจ หรือแล้งน้ำใจนั้น เป็นคนที่คบไม่ได้ น้ำใจเป็นสิ่งที่วิเศษสุดของมนุษย์ เพราะน้ำใจเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว ไม่ต้องไปซื้อไปหามาจากไหน และเมื่อเรามอบน้ำใจให้กับใคร ตัวน้ำใจในตัวของเรา ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปได้เลย มีแต่จะอิ่มเอม เพิ่มขึ้น ด้วยความสุขที่ได้มอบให้ผู้อื่นไป การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นรอดพ้นจากความยากลำบาก หรือมีความสุขเพิ่มขึ้น คนที่มีน้ำใจให้ผู้อื่น จะมีคนรัก เป็นที่รัก มีคนยกย่องสรรเสริญ และเป็นที่ชื่นชมแก่สังคม ในขณะเดียวกัน คนทที่ไม่มีน้ำใจ เห็นแก่ตัว ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เอาเปรียบคนอื่น เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว จะถูกสังคมรังเกียจ ขาดเพื่อน ขาดคนที่ปรึกษาหารือ หรือผ่อนคลายความทุกข์ มักจะมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นร่ำไป เรามาหาทางที่จะเป็นคนดี มีน้ำใจกันดีกว่า มีตั้งหลายวิธีที่จะทำให้ตนเองเป็นคนมีน้ำใจ สร้างน้ำใจด้วยการมองและยิ้ม มองทุกคนด้วยสายตาที่เป็นมิตร คิดเมตตา กรุณาต่อคนอื่น อย่าคิดว่า คนอื่นประสงค์ร้ายต่อตนทั้งหมด แต่ก็ต้องระวังคนหลอกลวง คนเจ้าเล่ห์เพทุบาย และคนคดโกงไว้บ้าง ยิ้มให้ทุกคนที่พบกัน ยิ้มด้วยสายตา ยิ้มด้วยใบหน้า ยิ้มด้วยจิตใจ อย่าทำหน้าบึ้ง หน้างอ ถ้าวันไหนอารมณ์ไม่ดี มาจากบ้าน หรือที่ทำงาน ลองมองดูใบหน้าตนเองในกระจกบ้าง ทำความรู้จักกับคนที่ไม่รู้จัก โดยพยายามยิ้มให้ และกล่าวคำทักทายคนใกล้บ้าน หรืออยู่ในที่ทำงานเดียวกัน โบกมือส่งยิ้มให้เด็กๆ ในรถนักเรียนที่แล่นผ่านไป ยิ้มให้เด็กๆ ในรถข้างๆ บ้าง มองคนในแง่ดี บวก และควรพิจารณาว่าเขาทำอะไรด้วยความหวังดีบ้าง อย่ามองคนในแง่ร้าย หรือมองคนในแง่ลบ อย่าเพิ่งคิดว่า เขาจะทำความชั่ว ความเลว เสียทั้งหมด น่าจะมีความดีอยู่บ้าง หรือเขาอาจจะทำไปด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดก็ได้ มองว่า....คนเราสามารถเป็นมิตรกันได้ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างกัน หรือมีความเชื่อต่างกัน มองการกระทำบางอย่างอาจทำได้หลายวิธี ไม่จำเป็นว่า วิธีหนึ่งที่ทำนั้นถูกต้อง แล้วอีกวิธีหนึ่งจะผิด