ใกล้วันพ่อเข้ามาทุกทีแล้ว เห็นหนังสือพิมพ์มติชนเชิญชวนนักเรียนเล่าเรื่องพ่อ ..... เลยอยากเล่าบ้าง เออไอ้ความรู้สึกพวกนี้นี่จริง ๆแล้วทุกคนก็มีอยู่นะแต่จะเล่าให้เป็นเรื่องเป็นราวคือตัวหนังสือนี่ก็ค่อนข้างยากที่จะขยันเขียน....แต่ถ้าให้เล่าไปเรื่อย ๆ ก็เพลินดีเหมือนกัน....ช่วงนี้อยู่ว่างก็จะเล่าเรื่องพ่อกับเขาสักหน่อย.....ฉันเรียกพ่อว่าเตี่ยนะ เพราะเตี่ยฉันเขาเป็นลูกจีน และครึ่งไทยกับ แขก ( ความรัก......เหนืออาณาใดกั้น )
เตี่ยของฉันเป็นคนที่ชอบการอ่านหนังสือพิมพ์มากที่สุด ในบรรดาพ่อค้าแม่ขายหน้าสถานีรถไฟแล้วก็เห็นมีแต่เตี่ยฉันนี่แหละที่ซื้อหนังสือพิมพ์อ่านทุกเช้า เมื่อเตี่ยอ่านจบก็มักจะวางไว้ใต้โต๊ะใครจะหยิบไปอ่านบ้างจะขอยืมหรือไม่ เตี่ยไม่เคยว่า เตี่ยอ่านจนกระทั่งแม่ค้าขายขนมไข่ ( ผู้ผลิต ) ถามว่า “ ตาพงษ์ ข้าเห็นแกอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันเลย เล่มตั้ง ๓ บาท แกไม่เสียดายตังค์บ้างเหรอ มันมีอะไรหนักหนาวะในหนังสือพิมพ์นั่น” “ เออ ถ้าเองอยากรู้ว่าในหนังสือพิมพ์มีอะไร เองก็ลองอ่านดูซิวะ” “ ก็ข้าอ่านออกซะเมื่อไรเล่าตาพงษ์นี่ แต่ข้าก็อยากรู้นะว่ามันมีอะไรดีนักหนาแกถึงได้ซื้ออ่านทุกวัน” “ ตกลงเองจะอ่านไหม ถ้าให้ข้าเล่าให้ฟังข้าไม่เล่าหรอก เองเห็นไหม ลูกๆ และเมียข้าก็อ่านกันทุกคน ใครอยากรู้อะไรมันก็เลือกอ่านกันเอาเอง ถ้าเองอยากรู้ข้าจะสอนให้เอาไหม” “ เอา ๆ ตาพงษ์ แกช่วยสอนฉันหน่อยก็แล้วกัน” สุดท้ายแม่ค้าขายขนมไข่ ก็อ่านหนังสือพิมพ์ได้ อย่าเพิ่งคิดว่าเตี่ยเป็นครูนะ ฉันเห็นเตี่ยแกสอนให้อ่าน ก – ฮ และก็สระ จากนั้นก็ให้ประสมอักษร แบบเดี่ยว ๆ จากนั้นก็ให้อ่านแบบจำ ๆ ถาม ๆ คำไหนอ่านไม่ออกก็มาถาม แต่เขาจะไม่มาถามแม่หรือพวกฉัน เพราะเขาไม่ได้นับถือว่าเป็นครูเขา >>> สุดท้าย ยัยแม่ค้าขนมไข่คนนี้ก็ซื้อหนังสือพิมพ์ไว้อ่านเองบ้าง เพราะทนรอให้หนังสือพิมพ์ว่างไม่ไหว >>> ก็พอพวกฉันว่างจากขายของ ( รอรถไฟขบวนใหม่มา ลูก ๆ ๕ คน ก็แบ่งหนังสือพิมพ์คนละแผ่นสองแผ่นอ่านฆ่าเวลากันไป พอระฆังบอกเวลารถใกล้มาก็เก็บหนังสือพิมพ์พร้อมกับคว้าถาดไปยืนรอที่ชานชลาเตรียมขายของต่อไป ผลจากการที่ยัยขายขนมไข่ซื้อหนังสือพิมพ์อ่านเอง ก็ทำให้ตาถ่อง พ่อค้าขายไก่ย่างผู้ไม่ค่อยเสวนากับใคร ๆ ก็ซื้ออ่านบ้าง ( เจ้านี้เขาอ่านเป็น ) คราวนี้พอใคร ๆ เห็นยัยขายขนมไข่อ่านหนังสือพิมพ์แข่งกับตาพงษ์และก็สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องราวจากหนังสือพิมพ์ด้วยกัน ก็ชักสนใจ เริ่มอ่านหนังสือพิมพ์กันมากขึ้นคนที่อ่านหนังสือเป็นแต่ไม่ค่อยได้อ่านก็หันมาอ่านหนังสือพิมพ์กันแบบไม่ต้องซื้อ นอกจากยัยขายขนมไข่ก็มีแม่ค้าผลไม้ฉันเรียกแกว่าเจ้ถม ( เจ้ถมนี่แกก็ชอบแอบมองครอบครัวของฉันบ่อย ๆ ฉันแอบสังเกตแก แต่อาจเป็นเพราะว่าร้านของแกตั้งประจันหน้ากับร้านของฉันก็ได้ หรือเป็นเพราะร้านของฉันเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกในครัวเรือนช่วยขายของมากที่สุดในสถานีรถไฟเลยทีเดียว ) เจ้ถมนี่ก็อีกคนแกใช้วิธีหัดอ่านแบบที่ยัยขายขนมไข่ เรียนจากเตี่ยของฉัน แต่เจ้ถมเรียนได้เร็วกว่าเพราะเป็นคนไทยและมีเวลาอ่านมากกว่าเนื่องจากขายของอยู่กับที่และไม่ต้องเป็นผู้ผลิตสินค้าเองนอกจากนี้แกก็ใช้ถามเอาจากพวกลูก ๆ ของเตี่ย หรือเด็กนักเรียนที่ไปรับจ้างขายของบางคน อ้อ ! นอกจากหนังสือพิมพ์แล้วหนังสือบันเทิงของเตี่ยก็คือนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ หนังสือเล่มนี้คนในบ้านฉันทั้งบ้านติดกันงอมแงม โดยเฉพาะงานเขียนของ ไม้เมืองเดิม อรชร พ.ต.ต. ประชา พูนวิวัฒน์ เชิดทรงศรี เสนีย์ บุษประเกศ ฯลฯ แต่อีกเล่มที่ฉันอยากอ่านแต่เตียไม่ซื้อ คือหนังสือ…ที่มีเรื่องเพชรพระอุมา เตี่ยให้เหตุผลว่ามีเรื่องอ่านน้อยไป ( แต่ฉันคิดเองเมื่ออายุมากขึ้นสงสัยเตี่ยคงกลัวว่าพวกฉันจะตามระพิน ไพรวันไปท่องไพร …หรือช่วยแงซายชิงเมือง ) บรรดาพี่ ๆ ของฉันก็มีพี่ชายคนรองที่ชอบอ่านและซื้อหนังสือ แต่พี่คนนี้ซื้อหลากหลายในที่สุดพี่ก็ซื้อหนังสือวารสารรายเดือน เด็กก้าวหน้า แรก ๆ ก็ซื้อบ้าง เช่าอ่านบ้าง อ่านฟรีบ้าง แต่ถ้าซื้อมาทีไรฉันอ่านเป็นคนที่สอง ในที่สุดเตี่ยก็อนุญาตให้พี่ซื้ออ่านเพราะมีคนในบ้านอ่านหลายคน ( มากว่า ๑ คน สังเกตหนังสือเล่มนี้คนในบ้านไม่ค่อยอ่านเนื่องจากเป็นสารคดีและนวนิยายเชิงวิทยาศาสตร์ ) แต่เดี๋ยวก่อน ก่อนจะได้รับอนุญาตพี่คนนี้แกฉลาดแกชวนฉันหุ้นด้วย หนังสือเล่มละ ๒ บาท แกให้ฉันช่วยออกบ้าง แต่ฉันยังไม่มีเงินก็เลยต้องรับจ้างซักถุงเท้ารองเท้าให้แก แกให้ค่าจ้างสัปดาห์ละ ๕๐ สตางค์ ในที่สุดฉันก็มีสิทธิ์ได้ซื้อหนังสือร่วมกับพี่ ผลจากการอ่านหนังสือพิมพ์ ต้องเรียกว่าเป็นกระแส ก็ทำให้วงสนทนาข่าวสารบ้านเมืองและเรื่องราวจากหนังสือพิมพ์ ก็แผ่วงกว้างมากขึ้น จนในที่สุดพวกพ่อค้าก็พรากเตียของฉันไปจากยัยขายขนมไข่ … ฉันสังเกตพอพวกเรานำสินค้ามารอขายช่วงบ่ายโมง บรรดาพ่อค้าก็จะเร่เข้ามาคุยกับเตี่ย “ ตาพงษ์แกว่านักศึกษาที่ถูกจับคราวนี้จะรอดชีวิตไหม? และ ? ? ? ? ? ” มากมายเป็นอันว่ากระแสนี้มาแรงเนอะ … เมื่อฉันเรียนในชั้นที่สูงขึ้นมีอยู่วิชาหนึ่งคือวิชาสังคม การเมืองและการปกครอง เป็นวิชาที่ฉันแทบไม่ต้องอ่านหนังสือเลยเพราะฉันมีห้องสมุดเสียงส่วนตัว นั่นคือเสียงของเตี่ยฉันที่จะเล่าให้ฟัง โดยเฉพาะเรื่อง ๓๗ ปีแห่งการปฏิวัติ ฟังเตี่ยเล่าสนุกกว่าอ่านหนังสือของม. รามคำแหงซะอีก เวลาทำข้อสอบอาจารย์ผู้สอน ก็จะถามว่าเธอไปเอาความรู้ความคิดนี้มาจากไหนเพราะฉันไม่ค่อยได้เห็นเธอจะอ่านหนังสือเลย เห็นแต่ขี่รถส่งข้าวขายของอยู่นั่นแหละ ( ช่วงนี้ฉันเรียนภาคค่ำ ) ก็บอกว่าเตี่ยเล่าให้ฟัง สุดท้ายอาจารย์ก็มาคุยกับเตี่ยแล้วก็ชวนเตี่ยไปเข้าเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาลัยชาวบ้าน จุดประสงค์ของอาจารย์เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยให้กับประชาชนชาวอีสาน จะตรงกับโครงการร่วมพัฒนาชาติไทยของป๋าเปรม เขาหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ….จากการอ่านและมุมมองในการคิด…. เตี่ยก็เลยได้เรียนฟรี ….จริง ๆ เขาก็เปิดสอนฟรี…..ไม่อยากจะเอ่ย ….วิชานี้ฉันได้เกรด ก เชี่ยวนะ ( เท่ากับ ๔ สมัยนี้แหละ )ฉันไปตะพานหินทีไร ฉันจะเดินดูให้ทั่วทุกซอกมุมของสถานีรถไฟพร้อมกับนึกชื่อพ่อค้า แม่ขาย ลูกช่วยขาย เพื่อนพ้องรับจ้างขาย ตรงซอกนั้นมุมนี้เป็นร้านของใคร ของใคร …ไปงานศพเตี่ยเที่ยวนี้ฉันไปเดินดูสถานีรถไฟพร้อมกับพี่ชายคนรอง เห็นเสาธงหัก … ฉันเปรยว่า การรถไฟคงขาดทุนกำไรมาก บริเวณเสาธงที่สวยงามในอดีตที่ฉันเคยวิ่งเล่น และพวกสถานีรถไฟกับชาวบ้านได้ทำกิจกรรมร่วมกันมันถึงได้เสื่อมโทรมขนาดนี้ ……พี่ชายฉันตอบว่า “ เฮียก็เห็นมันกุดด้วนมาเกือบสิบปีแล้ว อย่างอื่นมันพัฒนาได้ ไอ้เสาธงท่อนเดียวที่การรถไฟจะอนุมัตินี่มันคงจะแพงเหมือนเสาไฟฟ้าบรรหารบ้านเองละมั้ง“ ????? ”
- จัดได้ว่าเตี่ยเป็นผู้จัดการศึกษานอกระบบ โดยใช้แรงกระตุ้นจากภายในผู้เรียนว่าต้องการรับ
- จัดได้ว่าเตี่ยเป็นผู้ให้การศึกษาเป็นทานแก่ผู้สนใจรับการเปลี่ยนแปลง
- สรุปได้ว่าเตี่ยอาจารย์เป็นผู้ได้รับการยกย่อง อย่างน้อยก็เพื่อนๆในเวปนี้ที่ได้รับทราบความดีของท่านครับ
ขอบพระคุณหัวหน้าลำดวนค่ะ เตี่ยรู้ได้คงดีใจ