นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.คลังกล่าวว่า ในปี 2551 นโยบายเศรษฐกิจด้านมหภาคจะต้องเร่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพีให้สูงขึ้นซึ่งปัจจุบันการเติบโตที่ 3-4% ถือว่ายังไม่เพียงพอต่อการลงทุนและการค้าขาย โดยจะต้องโตให้พอเพียงที่ระดับ 5-7% และในส่วนของเงินเฟ้อ เห็นว่ารัฐบาลไม่ต้องเป็นห่วงมากเกินไป เนื่องจากปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสามารถโตได้ถึง 3% ทั้งนี้การที่รัฐบาลจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดขึ้นเป็น 2-3% ของจีดีพี ก็ถือว่ายังไม่ขัดต่อวินัยด้านการคลังแต่ปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลถึง 2% ทำให้เงินบาทแข็งค่า และแข็งค่ากว่าในภูมิภาคมานาน ทำให้เกิดปัญหาด้านการแข่งขัน รวมทั้งการที่สหรัฐปรับลด
อัตราดอกเบี้ย และไทยยังตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากไม่ต้องการให้มีปัญหาด้านเงินเฟ้อ ก็จะยิ่งทำให้ค่าบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก "ถ้ารัฐบาลสามารถทำงบประมาณขาดดุลได้ถึง 3% ของจีดีพี มีการสนับสนุนตลาดเงินตลาดทุน การออกพันธบัตร และการจัดทำงบรัฐวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยกระตุ้นให้จีดีพีเติบโตอย่างเพียงพอ ในระดับ 5% ได้ ที่สำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ควรจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลได้ถึงร้อยละ 3 ของจีดีพี จากปัจจุบันขาดดุลร้อยละ 1 เพราะจะมีเงินอีกประมาณ 2 แสนล้านบาท ไปใช้ลงทุนเมกะโปรเจกต์ ก่อให้เกิดการลงทุน การบริโภคมากขึ้น" นายสุรเกียรติ์ กล่าว นายวิจิตร สุพินิจ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ถึงแม้ว่าในปี 2550 จีดีพีของไทยยังต่ำ แต่เมื่อมองภาวะพื้นฐานแล้ว ทั้งด้านการส่งออกอัตราเงินเฟ้อต่ำ เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงต่อไปไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งจะต้องเร่งสนับสนุนภาคการส่งออก รวมทั้งการลงทุนและการใช้จ่ายของรัฐ เช่น โครงการประชานิยมเพื่อพัฒนาระดับรากหญ้า "หากมีการจัดทำงบประมาณขาดดุลได้ ร้อยละ 3 ของจีดีพี ปัจจุบันจีดีพีมูลค่า ประมาณ 8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการอัดฉีดเงิน ออกสู่ระบบได้ดีในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว สำหรับตลาดหลักทรัพย์นั้นนับว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะพัฒนาไปมากแล้ว แต่ควรดูแลภาคการเงินเพราะที่สภาพคล่องล้นระบบอยู่ในขณะนี้ ควรปล่อยสินเชื่อออกสู่ระบบมากขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก ดังนั้นควรรักษาอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเพื่อให้สินเชื่อขยายตัว เพราะการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อในระบบเพียงร้อยละ 2-3 นับว่าน้อยมาก" นายวิจิตรกล่าว นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในปี 2551ตลาดหุ้นมีความจำเป็นต้องปรับตัวมาก เนื่องจากจะมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง ซึ่งจะมีมูลค่าสูงกว่า 8 หมื่นล้านบาท รวมถึงได้รับปัจจัยหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ค่าบาทแข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่จะต้องให้ความสำคัญกับ ตลท. โดยบรรจุเป็นวาระแห่งชาติ มีการดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เข้าจดทะเบียนใน ตลท. มากขึ้น เพื่อเพิ่มการลงทุน และควรยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% เพื่อให้ตลาดตราสารหนี้คึกคัก นายคณิต แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า การขยายตัวเศรษฐกิจในปี 50 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 4.5 ปี 51 ขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าเติบโตได้ร้อยละ 5 ควรให้มีการบริโภคเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.5 เป็นร้อยละ 2.5 ในปี 51 การลงทุนภาคเอกชน ควรกระตุ้นการลงทุนให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.2 เพิ่มเป็นร้อยละ 5.3 และต้องติดตามปัญหาซับไพร์มของสหรัฐ ซึ่งอาจรุนแรงมากขึ้น และให้ระวังผลพวงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่องแนวหน้า โพสต์ทูเดย์
มือเศรษฐกิจตัวกลั่น เห็นตรงกันรัฐบาลต้องยอมเทเงินเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2551 อดีตรมว.คลัง แนะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 3% ต่อจีดีพี คาดได้เงินเข้าระบบ 6 แสนล้านบาท ขณะที่อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติชี้ต้องทำให้ดอกเบี้ยต่ำ กระตุ้นการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุน
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 สมาคมวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา "จุดเปลี่ยนและความท้าทายประเทศไทย 2551" เพื่อเสนอวิสัยทัศน์ และมุมมองด้านเศรษฐกิจ สังคมจากผู้ทรงคุณวุฒิ