ไทยเสียค่าโง่จีน ทำข้อตกลงเอฟทีเอ ไม่ได้เปรียบ ผัก ผลไม้จีนทะลักเข้า เพราะไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ผักผลไม้ไทยเจอแต่ปัญหา โดนรีดภาษีมูลค่าเพิ่ม 13 % มาตรการกีดกันสารพัด ซ้ำตลาดภายในปั่นป่วน ชาวไร่เห็ดหอม หอมแดง กระเทียม ตายสนิท
นายชาญพงค์ รุ่งทอง คลังเขต 5 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลของการทำข้อตกลงเอฟทีเอไทย-จีน ที่มีผลต่อเศรษฐกิจภาคเหนือ ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นมา ส่งผลให้การส่งออกโดยรวมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.2 ในปี 2545 เป็นร้อยละ 9.5 ในช่วง มกราคม-สิงหาคม 2550 นอกจากนี้การค้าผ่านแดนของไทยกับจีน(ตอนใต้) ตั้งแต่ปี 2547-2550 ไทยมีการค้าเกินดุลโดยตลอด โดยสินค้าเกษตรที่ไทยสามารถส่งออกเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ ยางพารา และมันสำปะหลัง แต่ทั้งนี้การทำข้อตกลงเอฟทีเอไทย-จีนส่งผลให้ราคาผักผลไม้ลดลงร้อยละ 60 เนื่องจากผักผลไม้เมืองหนาวจากจีนที่มีราคาต่ำกว่าเข้ามาขายในไทย เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเห็ดหอม หอมแดง กระเทียม "จากการเปรียบเทียบตัวเลขมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีน ณ ด่านศุลกากรเชียงแสน พบว่า ก่อนการทำข้อตกลงดังกล่าว ในปี 2545 ไทยยังไม่มีการนำเข้าผักสดจากจีน แต่ในปี 2550 ไทยกลับนำเข้าผักสดสูงสุดเป็นอันดับ 1 มีมูลค่า 298 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการทำเอฟทีเอ พิกัด 07-08 (ผักผลไม้) ส่งผลต่อเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ปลูกหอมกระเทียมหลายรายต้องลดพื้นที่การเพาะปลูกลง หรือบางรายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน" นายชาญพงค์ กล่าว
สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการส่งสินค้าไปยังประเทศจีน นายชาญพงค์ กล่าวต่อว่า ทางประเทศจีน ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การตรวจสอบสินค้าผักผลไม้นำเข้าของจีน ที่มีความเข้มงวดสูงและใช้เวลานาน การขอใบอนุญาตนำเข้าของผู้ประกอบการจีน กำหนดให้เฉพาะชาวจีนเท่านั้น การส่งออกผลไม้จากไทยเข้าสู่ตลาดจีน ถึงแม้จะไม่มีการเก็บภาษีนำเข้า แต่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มถึงร้อยละ 13 ขณะที่ผลไม่จีนที่เข้ามาในตลาดไทยเสียภาษีร้อยละ 0 การเสียค่าใช้จ่ายในการผ่านด่านประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ต้นทุนนากรขนส่งเพิ่มขึ้น ปัญหาด้านระวางเรือที่ไม่เพียงพอและการเปิดปิดเขื่อนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเรือขนสินค้าของจีน รวมถึงการขนส่งที่ต้องใช้รถคอนเทนเนอร์แบบตู้แช่เย็นเพื่อป้องกันความเสียหายที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง "อย่างไรก็ตามการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการค้าชายแดนจากอำเภอแม่สายไปประเทศจีนเป็นสิ่งสำคัญ ขณะนี้โครงสร้างพื้นฐานเส้นทาง R3B ค่อนข้างมีความพร้อม และมีการก่อสร้างที่ทำการด่านศุลกากรแม่สายแห่งใหม่ในเนื้อที่ 200 ไร่ ด้วยงบประมาณ 380 ล้านบาท ซึ่งตามสัญญาจ้างจะเสร็จในไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 และการสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 ห้วนทราย-เชียงของ ซึ่งรองรับการสร้างถนน R3B จะทำให้การเดินทาง ไทย ลาว จีน สะดวกรวดเร็วขึ้นมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาให้จังหวัดเชียงรายเป็นศูนย์กลางทางด้านการขนส่ง ทางน้ำ ทางบก และทางอากาศเพื่อรองรับการค้าที่จะขยายตัวในอนาคต " นายชาญพงค์ กล่าว
แนวหน้า