วันนี้ทีมดูงานที่ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยนเรศวรไปดูงานระบบบริการสุขภาพและระบบแพทยศาสตร์ศึกษาเพื่อชาวชนบทของออสเตรเลียได้ไปร่วมประชุมเพื่อสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากการดูงานต่อที่ประชุมมหาวิทยาลัยที่มีอธิการบดี(อาจารย์มณฑล สงวนเสริมศรี) เป็นประธาน มีรองอธิการบดีและคณะบดีร่วมฟังด้วยหลังจากการประชุมกรรมการมหาวิทยาลัยเวลา 15.30 น. 

                      พี่สุวรรณาเป็นผู้นำเสนอสรุปด้วยเพาเวอร์พอยท์ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นพี่เสรีและผมก็ช่วยเสริมในประเด็นที่จะนำมาประยุกต์ใช้ได้กับประเทศไทย(มีตัวแทนไปร่วมนำเสนอ 3 คน) ผมสังเกตดูว่าได้รับความสนใจจากผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมาก

                       ได้พบและทักทายกับอาจารย์วิบูลย์ วัฒนาธร ซึ่งยังคงเอกลักษณ์แห่งความมีเมตตาและเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพอยู่เสมอ ได้พบอาจารย์สมบัติ นพรัก ที่ได้ช่วยเสนอให้แนวทางการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทเป็นวาระของมหาวิทยาลัยที่จะต้องผลักดันให้สำเร็จ ทำให้ผมรู้สึกว่าบางทีการขยับตัวของมหาวิทยาลัยนเรศวรที่จะผลักดันนวัตกรรมแห่งการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท ได้เป็นความจริงและแก้ปัญหาของประเทศไทยในการขาดแคลนแพทย์ชนบทได้ในอนาคต

              จากการที่ได้พบกับอาจารย์สมบัติ นพรัก ก็ได้นึกถึงบันทึกของอาจารย์ที่ผมได้แอบเก็บไว้เกี่ยวกับชื่อของมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่อาจารย์ได้ถอดคำว่า NARESUAN ออกมาว่าเป็นเป็นตัวย่อของ
N  คือ     Naret  (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช)
A  คือ     Academic  (วิชาการ)
R  คือ      Research  (วิจัย)
E  คือ      e-learning  (การจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์)
S  คือ      Spirit  (ผู้มีปัญญา)
U  คือ     Unity  (เอกภาพ)
A  คือ     Ability  (ความสามารถ)
N  คือ     Nation  (ประเทศชาติ)
                ส่วนคำว่า UNIVERSITY มีความหมายทั่วไปอยู่แล้วว่าเป็นที่รวมแห่งศิลปวิทยาหลายประเภท  มาจากคำว่า Universal  คือ สากล 

                หากได้อ่านบันทึกของผมเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของศิริราช ตัวย่อของมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็อาจจัดได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยก็ได้ เพราะเชื่อว่าอาจารย์สมบัติได้ใช้ความรู้ ความรู้สึกที่ได้อยู่กับมหาวิทยาลัยนเรศวรมานานถอดเป็นตัวย่อนี้ขึ้นมา

          สำหรับประเด็นสรุปที่ผมได้นำเสนอต่อที่ประชุม จะได้พยายามเขียนเป็นบันทึกมานำเสนอในที่นี้ต่อไปครับ