จากประเด็นการหารือ เรื่องการเรียนรู้และการจัดการความรู้ มีสาระสำคัญประการหนึ่ง คือ ในระบบการเรียนการสอนปัจจุบัน
ที่เน้นการแจกเอกสาร และการถ่ายทอดข้อมูล
แต่อ้างว่า เป็นการถ่ายทอดความรู้
ทั้งๆ ที่สิ่งที่อธิบายออกมานั้นเป็นเพียงข้อมูลที่ผู้เรียนจะต้องนำไปทำความเข้าใจ
เป็นการรับรู้และพัฒนาเป็นความรู้อีกชั้นหนึ่ง
แต่ก็ถือว่าเป็นที่ยอมรับกันว่า สิ่งที่ถ่ายทอดออกมานั้นเป็นความรู้ กันโดยทั่วไป
อย่างไรก็ตาม
ผู้สอนจำนวนหนึ่งได้ใช้วิธีการจดจำหรือท่องจำ แล้วนำความรู้ดังกล่าวมาถ่ายทอดให้กับผู้เรียน โดยปราศจากการย่อย การสังเคราะห์ และการทำความเข้าใจ ก่อนที่จะถ่ายทอดออกมา
จึงเปรียบเสมือน
การรับประทานอาหารที่ยังไม่ทันย่อย
ก็ต้องปล่อยออกมาจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น
- ปล่อยกลับคืนออกมาทางปาก (แบบท่อง หรือจำมาใหม่ๆ สดๆ)
- หรือปลดปล่อยเป็นสิ่งขับถ่าย (ท่องหรือเก็บไว้นาน แต่ไม่ผ่านการย่อย)
ซึ่งทั้งสองกรณีนี้จะไม่แตกต่างกันมากนัก เนื่องจากยังไม่ได้ย่อยทั้งคู่
สิ่งที่ขับถ่ายออกมา หรือถ่ายทอดออกมา จึงมีลักษณะเป็นข้อมูล หรือเอกสารที่ถ่ายมาจากชุดเอกสารหรืออย่างมากก็เป็นข้อมูลเดิมๆทั้งดุ้น
- แทบไม่มีการดัดแปลงหรือ
- วิเคราะห์สังเคราะห์ ให้เหมาะสมกับผู้เรียน
- หรือเปลี่ยนแปลงรูปที่จะทำให้ผู้เรียนใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย
จึงเปรียบเสมือน ผู้สอนมีอาการอาเจียน ท้องร่วง ไม่ทันได้ย่อย หลังจากการกินอาหาร
ดังที่ผมได้กล่าวไว้แล้ว
แต่ การจัดการความรู้ ที่ต้องผ่านการย่อย วิเคราะห์ สังเคราะห์ นั้น ต้องมี ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ที่อาจเรียกว่า “น้ำยาเรียนรู้” (Knowledge management enzymes) ที่จะย่อย วิเคราะห์ และสังเคราะห์
ให้เกิดความรู้ในระบบคิดของผู้ถ่ายทอดเสียก่อน แล้วจึงนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ในการสอน หรือทำให้ผู้อื่นเรียนรู้ต่อไป
ยิ่งร้ายไปกว่านั้น ในสถานะปัจจุบัน นอกจากผู้สอนไม่มีโอกาสได้ย่อยแล้ว ผู้เรียนยังอาจติดเชื้อท้องร่วงในการเรียนรู้ได้อีกทางหนึ่ง
มีแต่ท่องไปสอบเป็นวันๆ จบมาโดยไม่รู้อะไร
มาเป็นครู ก็เป็นครูแบบลำไส้อักเสบอีก
ที่ไม่มีโอกาสย่อยเช่นเดียวกัน
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ครูบาสุทธินันท์ ได้ถามผมว่า ควรจะทำอย่างไรดี
ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ก็..คิดแบบธรรมดา ๆ ว่า
น่าให้ยาฆ่าเชื้อแก้ท้องร่วง และยาอุดทวาร เพื่อให้ข้อมูลที่มีอยู่ มีโอกาสได้ย่อยมากยิ่งขึ้น
ยาฆ่าเชื้อแก้ท้องร่วง น่าจะเป็นอะไร?
เท่าที่ผมคิดได้ตอนนี้ ก็คือ
- ความคิดเชิงระบบ ที่เข้าใจว่า อะไร เป็นอะไร อยู่ที่ไหน อย่างไร
- ทำให้เกิดจินตนาการที่ลดพิษของเชื้อโรคที่ปนมากับอาหาร
- จนสามารถนำอาหารหรือข้อมูลนั้นไปเรียนรู้ต่อได้ แม้จะยังไม่เข้าใจก็ตาม
และยาอุดทวาร คือ อะไร
เท่าที่ผมเข้าใจ น่าจะเป็น
- การไปดูของจริง
- ประสบการณ์ตรง ทำจริง เห็นจริง
- การชี้ให้เห็นความจำเป็นของการจัดการความรู้
- โดยเฉพาะการสร้างความภาคภูมิใจในการมีความรู้
ดังเช่น ในกรณีของการจัดหลักสูตรท้องถิ่นให้เกิดความภาคภูมิใจกับความรู้และถิ่นกำเนิดของตนเอง
ที่จะทำให้เกิดการกักเก็บความรู้ไว้ในท้องถิ่น ผ่านระบบศูนย์เรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ดังนั้น ผมจึงคิดว่า กรณีที่ผู้สอน เป็นโรคท้องร่วง ที่อาจจะติดเชื้อสู่ผู้เรียนได้นั้น
น่าจะแก้ด้วย “ยาทั้งสองขนาน” ครับ
สวัสดีค่ะ อ.แสวง จริงเจอครูป้อนๆ ข้อมูล แจกเอกสาร ลืมไปว่าต้องสอนใช้การปฎิบัติ ค่อยบ่มเพาะทีละน้อย อย่าทำแบบรวบเดียวจบ อยากให้สอนการพัฒนาจิตใจ สร้างความเข้มแข็งภายในจิตใจ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่ต้องเจอ
อาจารย์คะ
ดิฉันได้แสดงความเห็นไปแล้ว
คนมักจะนึกว่า KM เป็น “ยาเทวดาบอก” <p> เป็นแบบนี้ค่ะ</p>
ผมว่าอยู่ที่การอุปมาอุปมัย
ผมยังถือว่า การจัดการความรู้สามารถใช้ได้ดีโดยทั่วไป ทั้งในระยสั้นและระยะยาว
แต่ต้องเข้าใจว่า การจัดการความรู้เป็นอย่างไร
และผมก็เห็นด้วยกับที่เราไม่ควรคาดหวังในภาวะวิกฤติ นั่นเป็นเรื่องธรรมดา
ในเชิงธุรกิจ ผมว่าท่านไร้กรอบ และคุณทวีสิน ได้วางแนวไว้ให้แล้ว
การสะกัด การฝึกอบรม อาจจะเป็นบางมุมของการทำงานการจัดการความรู้ครับ
เรื่องนี้ผมเขียนไว้ใน
http://gotoknow.org/blog/sawaengkku/136905
ขอบคุณค่ะอาจารย์ ตามไปอ่านแล้วค่ะ เข้าใจดีขึ้นค่ะ
โดยส่วนตัว เฉยๆกับคำว่า KM อาจจะเป็นเพราะว่า ทำเรื่องนี้ มาตลอดชีวิตของการทำงานจนปัจจุบันนี้ ก็ยังทำอยู่ แต่ไม่ได้เรียก KM เลยเห็นว่า ไม่มีอะไรใหม่ในแก่นแท้ แต่ใหม่ด้วยศัพท์
อาจารย์คงไม่รำคาญที่จะขอคุยต่ออีกนิดค่ะ
ดิฉันเห็นบางองค์กร มุ่งไปสะกัด ความรู้จากบุคคลากรมาเก็บไว้ในองค์กร
บางทีสงสัยว่า ความรู้ที่ไปเก้บมา มีคุณค่าแก่การเก็บทุกอย่างหรือเปล่า เพราะความรู้หลายอย่าง เปลี่ยนแปลงตลอด ไม่ต้องเก็บก็ได้ และความรู้บางอย่าง เป็นความลับสุดยอด ถ่ายทอดออกมายังไม่ได้ จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร
บางที เอาความรู้ไปไว้ในคอมฯเยอะแยะ แต่เครื่องคอมมีไม่พอให้พนักงานใช้ หรือพนักงานบางคนยังใช้ไม่คล่อง เลยไม่ค่อยมีใครใช้มากนัก บางทีอยู่ในรูปเอกสาร ใช้เวลาอ่านมาก ก็ไม่ค่อยอ่านกันอีก
ประสบการณ์ของดิฉัน สำหรับพนักงานระดับในLine ดิฉันใช้ เสียงตามสายค่ะ ทำงานไป ฟังไป จนเข้าเนื้อ และใช้วิธี ให้มีการเข้าแถวเคารพธงชาติ และประชุมสั้นๆทุกเช้า พนักงานไม่มีตกข่าวเลยสักคน
ส่วนอีกแบบหนึ่งของการจัดวางความรู้ knowledge location นั้น ดิฉันให้ทำบอร์ด เรียงตามทางเดินยาว เป็นสีสันสวยงาม เป็นการ์ตูนก็มี เป็นการสอนงานล้วนๆ แต่ในรูปแบบที่ไม่เครียด พนักงาน ชอบกันมาก เดินดูกันทุกวัน เป็นปกติ
อีกอย่างหนึ่ง คือการทำจ.ม.ข่าวทุก 2 สัปดาห์ เน้นความรู้ในการทำงาน ไม่มีซุบซิบนินทานะคะ มีรูปสี สวยๆ พนักงานก็ชอบอ่าน คนเขียนก็ชอบเขียน พวกสาวๆจะชอบที่หัวหน้าหนุ่มๆเขียน พร้อมโพสท่าหล่อๆ กรี๊ดสลบเลย ก็สนุกดีค่ะ
ดิฉันถึงได้ถามตัวเองว่า ทำไม hit คำนี้กันจัง เรื่องนี้มีมานานมากๆแล้ว คงจะเป็นเพราะ นำมาบัญญัติศัพท์นั่นเอง
ไม่จับไม่คลำไม่รู้ มาท่องมาอ่านให้ดูแล้วหนูจะรู้อะไร
เรื่องบางเรื่องอยู่ในหน้าหนังสืออธิบายด้วยภาพสวยๆก็เข้าใจ
เรื่องหลายๆเรื่องการอธิบายด้วยภภาพเเละตัวหนังสือไปก็เท่านั้น เพราะไม่สามารถใช้ประสทสัมผัสทั้ง5ได้อย่างเต็มที่ การเรียนรู้ที่ดีต้องมีการได้สัมผัสรับรู้ทั้งประสาทสัมผัสทั้ง5 และสิ่งเหล่านี้จะทำงานประสานกันเอง เกิดเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง และจะถูกกลั่นเป็นความรู้ได้ดี
ครับ
ลึกๆผมก็ไม่อยากติดคำศัพท์ครับ
แตผมใช้ในเชิงสื่อความหมายวาเป็นอะไรเท่านั้น
ที่กล่าวมาในกระบวนการขององค์กรนั้น ถือเป็น แนวปฏิบัติที่ดี หรือที่ทางศัพท์เขาใช้คำว่า best practice นะครับ
ผมว่า ยังไงก็ได้ ขอให้บบรลุเป้าหมายแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีก็ใช้ได้แล้วครับ
ในสมัยพุทธกาล ท่านใช้คำว่า "ศีล สมาธิ ปัญญา"
ต่อมาจนถึงปัจจุบัน เราใช้คำว่า "ศึกษา"
คนไทยมีนิสัยชอบเล่นคำหรือเปล่าไม่ทราบ
ปัจจุบัน การศึกษาแปลว่า มีกระดาษ (ประกาศนียบัตร ปริญญา) ทีไม่เกี่ยวข้องกับรากศัพท์เดิมที่แปลว่า
"การพัฒนาตนเอง"
เราไม่แก้ไข แต่ก็ดิ้นรนหาคำใหม่ "การจัดการความรู้"
นี่แหละที่ผมเข้าใจ
พอพูดเรื่องการจัดการความรู้ ก็ไปติดกับกับ "ตุณกิจ คุณเอื้อ คุณประสาน ฯลฯ" หลุดโลกไปอีก
ผมเลยพยายามดึงกลับมาหากระบวนการเรียนรู้แบบจริงๆ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ดังที่ผมเขียนไว้ในเรื่องที่ link ข้างบน
ผมก็ไม่ทราบจะบิดหนีความเป็นจริงกันไปถึงไหน
พยายามกำหนดคำให้ชัดขึ้น แต่ท่าน "เซียน" ทั้งหลายก็หาช่องว่างของการตีความ หาทางหนีจนได้
ยังงี้แหละครับ น่าเวียนหัวจริงๆ
ผมเลิกวิ่งตามพวกบ้าศัพท์แล้วครับ
กลับมาที่อะไรก็ได้ ที่แปลว่า "การพัฒนาตนเอง"
นี่คือ ??? ที่ผมรูจักและเห็นด้วยครับ
ทำไปเลยครับ
ถ้าดี มีความสุข ไม่ต้องสนใจว่าจะเรียกว่าอะไร
ผมว่าเราเข้าใจตรงกันนะครับ
ขอบคุณครับ
ในระบบการศึกษาควรจะสนใจผู้เรียนหรือเอาตามความคิดผู้บริหารการศึกษาที่อยากจะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ครับ
เขาเรียกว่า ระบบอำนาจนิยมครับ
ถ้าปล่อยให้มีอำนาจแบบไม่มีใครควบคุม เขาก็จะทำตามสบาย ไม่สนใจว่าใครต้องการอะไร
ดังนั้นจึงต้องแก้ด้วยลดอำนาจ อย่าไปนับถือ เดี๋ยวเขาก็เสื่อมไปเองแหละครับ
แล้วผู้เรียนอาจจะได้วางแผนตัวเองได้จริง
แต่ผู้เรียนก็ต้องชัดนะ ไม่งั้นเขาก็ยึดอำนาจคืนไปอีก
เหนื่อยอีกหลายรอบ กว่าจะได้อำนาจการดูแลตัวเองคืนมา
(จากคำว่า "เด็ก" แปลว่า การลงโทษจำคุก ~๒๐ ปี ครับ)
ถ้าอย่างนั้นการปฏิวัติทารการศึกษาก็ต้องเกิดจากผู้เรียนไม่ใช่ผู้บริหารทางการศึกษาใช่มั๊ยครับ
ต้องสองฝ่ายครับ
ถ้าผู้เรียนอย่างเดียว จะช้าครับ
กว่าผู้เรียนจะโตพอรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรครับ
บางทีก็สายไปครับ
ถ้าถ้าปล่อยผู้สอนอย่างเดียว บางทีก็ไร้สาระครับ
อย่างที่เป็นอยู่แหละครับ
อย่างนั้นก็ต้องเป็น ผู้เรียนต้องใฝ่ที่จะรู้ คุณครูก็สู้ที่จะสอน ปรองดองกันสร้างสีสันการศึกษาให้น่าเรียน
ประมาณนั้น
การศึกษาควรปราศจากอำนาจสั่งการจะดีที่สุดครับ