ทส. บ

บางคนลาสิกขา (สึก) ไปใช้ชีวิตนอกวัด... บอกว่าผมก็จบ ทส.บ.  

บางคนได้ฟังแล้วก็รู้สึกขำๆ  ยิ้มๆ...  แต่บางคนสงสัยว่า ทส. บ ? เพราะไม่เคยได้ยิน... ได้ยินแต่เพียงว่า พวกที่บวชเรียนแล้วสึกออกไปนั้น ถ้าจบมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยในระดับปริญญาตรีจะได้วุฒิการศึกษาว่า ศน.บ. (ศาสนศาสตร์บัญฑิต)... ส่วนผู้ที่จบมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็จะเป็น พธ.บ (พุทธศาสนศาสตร์บัญฑิต) ....

ทส.บ. แปลว่า เทศน์ สวด บังสุกูล ... เป็นสำนวนที่เรียกกันภายในวัด สำหรับผู้ที่เคยบวชอยู่นานๆ หรือผู้ที่ยังบวชอยู่ก็ตาม  มักถูกล้อว่า สำเร็จหลักสูตร ทส.บ. 

ที่ได้นำเรื่องนี้มาเขียน เพราะคืนนี้มีศพภายในวัด และผู้เขียนได้รับนิมนต์ให้เป็นธรรมกถึกเพื่อแสดงธรรม ซึ่งนานๆ ครั้งกว่าผู้เขียนจะขึ้นธรรมมาสน์แสดงธรรม...

................

ผู้เขียนหัดเทสน์และผ่านประสบการณ์ด้านนี้มานานแล้ว เพียงแต่มิได้จัดเป็นนักเทศน์อาชีพระดับแนวหน้าเท่านั้น...

สำหรับการเป็นนักเทศก์ จัดว่าเป็นแนวทางสำคัญที่จะก้าวไปสู่ความมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของสังคม และลาภผลอื่นๆ อีกหลายอย่าง...

เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ผู้เขียนเริ่มหัดที่จะเป็นนักเทศก์กับเขาบ้าง เวลามีโอกาสเทศน์จึงให้เพื่อนที่คุ้ยเคยคอยฟังแล้วช่วยวิจารณ์... ชอบใจคำสรุปของเืพื่อนรุ่นน้องรูปหนึ่งว่า ไม่ต้องแก้ไขอะไรแล้ว ต้องการประสบการณ์อย่างเดียว... แต่ผู้เขียนก็มีโอกาสสร้างสมประสบการณ์ด้านนี้น้อย...

จนกระทั้งประมาณสิบปีก่อน ผู้เขียนก็กลับไปอยู่วัดคอหงส์ หาดใหญ่ และเริ่มต้นการเป็นนักเทศก์อาชีพ... วัดคอหงส์เป็นวัดใหญ่มีเมรุเผาศพและมีศาลาเยอะ รวมทั้งนักเทศก์ในวัดก็ล้วนเป็นกัลยาณมิตรของผู้เขียน จึงช่วยกันสนับสนุนเพื่อให้ผู้เขียนเป็นนักเทศก์ให้ได้... ประสบการณ์นักเทศก์อาชีพของผู้เขียนเริ่มต้นที่นี้

โลกนี้ไม่มีของฟรี ใครว่าไว้ก็ไม่รู้... การเป็นนักเทศก์ก็เช่นเดียวกัน จะสูญเสียความเป็นส่วนตัว ซึ่งไม่ตรงกับจริตของผู้เขียนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวยิ่งกว่าการเสนอหน้าตามสถานที่คนเยอะๆ ... เมื่อได้สัมผัสความเป็นนักเทศก์อยู่ระยะหนึ่ง ผู้เขียนจึงเริ่มเลี่ยง โดยการสนับสนุนรุ่นน้องหรือลูกศิษย์ให้ไปแทน...

...............

จากประสบการณ์เป็นนักเทศก์ ปัญหามีเยอะ เช่น เครื่องเสียงไม่เป็นไปตามความปรารถนา ผู้ฟังไม่พร้อมที่จะรับฟัง... หรือนักเทศก์ไม่พร้อมด้วยประการต่างๆ เช่น มีบางอย่างมากระทบอารมณ์ สุขภาพไม่ดี เป็นต้น

อีกอย่างหนึ่ง ตามที่เขียนเล่าไว้แล้วว่าแนวทางนักเทศก์จะมีผลประโยชน์บางอย่างอยู่เบื้องหลัง จึงมีมุมมืดบางอย่างอยู่ในวงการนี้ เช่น นักเทสก์ใหม่ ซึ่งมีแนวทางว่าจะโด่งดังได้ มักจะถูกปิดกั้นจากวงการ เพราะเกรงว่าส่วนแบ่งจะเสียไป... หรือพวกเจ้าพิธีซึ่งหากินอยู่ตามในวัด ก็มักจะนิมนต์หรือเชียร์พระนักเทศก์ที่ให้ผลประโยชน์บางอย่างแก่ตนเอง เป็นต้น

สำหรับนักเทศก์ระดับแนวหน้าที่ผู้เขียนรู้จัก โดยมากมักจะมีใจรักอย่างแรงกล้าเป็นพื้นฐาน จึงฝ่าฟันอุปสัคต่างๆ เหล่านั้นไปได้... ส่วนบางรูป แม้จะมีใจรัก แต่ความสามารถไม่ถึง ก็ไม่อาจก้าวไปยืนแนวหน้าได้...

............ 

ส่วนตัวผู้เขียน พื้นฐานเดิมก็มิใช่มีใจรักแนวทางนี้ เมื่อมาทดลองระยะหนึ่งก็พอไปได้ อาจเป็นเพราะความสามารถถึง แต่ยังไม่สามารถไปยืนอยู่แนวหน้าได้เพราะสาเหตุ ๒ ประการ กล่าวคือ

ผู้เขียนเสียงไม่ไพเราะชวนฟัง นี้เป็นประการสำคัญที่สุด... ซึ่งผู้เขียนมักจะบอกเพื่อนๆ ว่า เสียงตะกั่ว (คือถูกกว่า เสียงทองแดง) และเพราะใจไม่รัก จึงคร้านที่จะแก้ปัญหาด้านนี้... ประเด็นนี้ ผู้เขียนเคยเห็นพระนักเทศก์บางรูปเล่นแต่ไมโครโฟน เมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจท่าน แต่เมื่อมาเป็นนักเทศก์จึงเข้าใจ นั่นคือ นักเทศก์ต้องแก้ปัญหาพื้นฐานเรื่องเสียงหรือสำเนียงให้ได้...

อีกประการหนึ่ง ก็คือการฝ่าด่านอุปสัคจากการปิดกั้นของผู้มีอำนาจและอิทธิพลด้านนี้... ซึ่งเมื่อผู้เขียนกลับมาอยู่วัดยางทอง สงขลา ก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้เทศน์ เพราะที่วัดไม่มีเมรุเผาศพ ศาลาตั้งศพที่มีอยู่ก็มักเป็นศพชาวไทยจีน ที่นิยมรับก่งเต๋กมาเล่นในคืนสุดท้ายก่อนที่จะนำไปฝัง... หลายๆ เดือน จึงจะมีการเทศน์ในงานศพสักครั้งหนึ่ง ซึ่งมีบางครั้งเท่านั้นที่นิมนต์ผู้เขียน....

ส่วนการไปเทศน์ในที่อื่นๆ นั้น มักจะไปตามเส้นสาย ซึ่งประเด็นนี้ ผู้เขียนก็อาจได้ไปบ้าง แต่ก็หลายๆ เดือนกว่าจะมีสักครั้ง... และที่ไปนั้น เกือบทั้งหมด ก็มักจะเป็นญาติใกล้ชิด หรือเพื่อนเก่าแก่ ซึ่งผู้เขียนมักจะทำบุญกลับไป หรือบางครั้ง นอกจากเทศน์ฟรีแล้วก็ต้องล้วงย่ามทำบุญเพิ่มอีกด้วย.... ทำนองนั้น

อนึ่ง พระเถระที่นับถือคุ้นเคยเป็นการส่วนตัว... ผู้เขียนก็มักจะบอกไปว่า ถ้านิมนต์รูปอื่นได้ ก็ให้นิมนต์รูปอื่น... ท่านเหล่านั้นจึงค่อนข้างจะเกรงใจ ไม่มักจะนิมนต์ ยกเว้นบางครั้งที่ขาดนักเทศก์นั่นแหละ จึงมาร้องขอให้ไปช่วยเทศน์... ประมาณนั้น

.............

อันที่จริง ผู้เขียนคิดจะเลิกเทศน์เด็ดขาดแล้ว ตอนที่อยู่วัดคอหงส์ เพราะไม่ชอบ... ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้เขียนยังคงได้ชื่อว่าเป็นนักเทศก์อยู่บ้าง เพราะครั้งหนึ่ง ผู้เขียนไปงานศพคนคุ้นเคยกัน เขามีการแสดงธรรมหน้าหีบศพด้วย ผู้เขียนต้องทนนั่งฟัง นักเทศก์ที่ไม่มีความรู้ และชอบโอ้อวดอยู่เกือบชั่วโมง (ตอนนั้นนักเทศก์รูปนี้ไม่รู้จักผู้เขียน)

ผู้เขียนนึกว่า แม้ตอนที่ผู้เขียนเทศน์ไม่ได้เรื่องก็ยังพอฟังได้กว่านักเทศก์รูปนี้ ฉะนั้น ต่อไปถ้าใครนิมนต์เทศน์อีกก็จะไม่ปฏิเสธ (ถ้าว่าง) 

หมายเหตุ : เทศน์ ใช้กับกิริยาอาการ... ส่วน เทศก์ ใช้กับบุคล