ศุกร์ที่๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ณ ห้องประชุม สปสช. สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการประชุมแผนการพัฒนาร้านยาสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ โดยมีรอง สปสช. นพ.ประทีป ธนกิจเจริญเป็นประธานในการประชุม และมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก สปสช.สาขาภาคฯ, สสจ.ขอนแก่น, อาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ มข., กองสาธารณสุขฯ เทศบาลนครขอนแก่น และเภสัชกรจากร้านยาคุณภาพจังหวัดขอนแก่น เนื้อหาจากที่ประชุมสรุปได้ดังนี้
๑. อาจารย์วิวรรธน์ จากคณะเภสัชฯ มข. เสนอโครงการความร่วมมือระหว่าง สสจ. เทศบาล และร้านยาคุณภาพ จังหวัดขอนแก่นในการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคโดยมุ่งเน้นที่การให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การคัดกรองค้นหาผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีภาวะเสี่ยงที่เป็น “ภัยเงียบ” เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) ในร้านยาคุณภาพที่ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสภาเภสัชกรรม รวมทั้งสิ้น ๗ แห่ง และมีอีกหลายร้านที่สนใจและสมัครเข้า
๒. ผู้แทนจาก สสจ.ขอนแก่นนำเสนอโครงการพัฒนาระบบเวชภัณฑ์เครือข่ายระดับจังหวัด ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง โดยจังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดใน ๑๘ จังหวัดทั่วประเทศที่จะดำเนินการ โดยในช่วงแรกของโครงการจะเน้นที่หน่วยบริการภาครัฐ และนโยบายนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นให้ขยายเครือข่ายถึงหน่วยบริการของเอกชนไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอกชน คลินิก และร้านยา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและสะดวก เกิดระบบการส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ และเกิดการใช้ยาอย่างถูกต้องและสมเหตุสมผล ทั้งนี้การที่ร้านยาเสนอโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่สอดรับกับโครงการนำร่องฯ ของ สปสช.และหากเกิดขึ้นจริงจะทำให้โครงการนำร่องฯ สามารถพัฒนาความก้าวหน้าของโครงการได้เร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพื่อช่วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ถูกต้องและเหมาะสมให้กับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาร้านยาได้ให้ความร่วมมือในการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก ไข้หวัดนก และโรคอุจจาระร่วง อีกทั้งร้านยายังมีเภสัชกรในร้านยาถือว่าเป็นบุคลากรสาธารณสุขที่มีความรู้ความสามารถโดยที่ภาครัฐไม่ต้องลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลและสถานที่
๓. ผู้แทนจากเทศบาลนครขอนแก่นนำเสนอว่าผู้อำนวยการกองสาธารณสุขเห็นด้วยกับโครงการความร่วมมือฯ ดังกล่าวซึ่งส่งผลให้ประชาชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่นได้รับการบริการที่เข้าถึงง่าย แต่เทศบาลนครขอนแก่นได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๕๑ เป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้นเทศบาลนครขอนแก่นจึงยังไม่มีงบในการสมทบกองทุนเพื่อการให้บริการสาธารณสุข
๔. ประธานให้ข้อชี้แนะว่าโครงการความร่วมมือฯ เป็นโครงการที่ดีและสามารถรองรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนได้ ซึ่งเกิดจาก พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ, พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ และ พ.ร.บ.ประกันสังคม ซึ่งการให้บริการด้านสุขภาพโดยเฉพาะการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิจะถูกกระจายสู่พื้นที่มากขึ้นโดยรัฐเป็นผู้ดูแลแบบมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ประกอบการทรัพยากรโดยเฉพาะบุคลากรด้านสาธารณสุขมีศักยภาพและมีความพร้อมสูงไม่ว่าจากหน่วยงานสาธารณสุข ท้องถิ่น อาจารย์ใน มข. และร้านยา ซึ่งร้านยามีต้นทุนอยู่แล้ว ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพียงแต่ร้านยาต้องเน้นเรื่องคุณภาพ สรุปแนวทางการดำเนินงาน
๔.๑ การดำเนินงานควรทำเชิง Action Researchเพื่อหาตั้งคำถาม หาคำตอบไปด้วยกัน ซึ่ง“ภาครัฐต้องไม่เอาเปรียบภาคเอกชน และทุกคนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมีใจให้กันในการดำเนินงาน”
๔.๒ การมอบหมายงาน ประธานได้มอบหมายให้ปรับแก้ไข Proposalโดยให้อาจารย์วิวรรธน์ คณะเภสัชฯ มข. ดำเนินการ โดยการบริการของร้านยาควรทำในส่วนของการส่งเสริมป้องกันโรคไม่ว่าจะเชิงรุกหรือเชิงรับ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชาชน การคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และMetabolic syndrome เพื่อรองรับ Referral system, Follow up และการ Refilledยา
ส่วน สปสช.ภาคฯ ให้ประสานงานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเข้ากรรมการโดยมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นประธานในการดำเนินโครงการเพื่อช่วยกันบริหารจัดการโครงการ ทั้งนี้อาจจะต้องเชิญจังหวัดที่ได้ดำเนินการในลักษณะที่นำร้านยาเข้าสู่ระบบการดูแลสุขภาพเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์
๔.๓ งบประมาณในการดำเนินโครงการอาจจะมี ๓ ส่วนคือ
- งบบริหารจัดการงานวิจัยของ สปสช.ที่ประธานเป็นผู้ดูแล
- งบ PP base ของ สปสช.ภาคฯ
- งบ OPของโรงพยาบาล
๔.๔ การสนับสนุนอื่น ๆ ได้แก่ SAMRT DM Program เป็นโปรแกรมที่ร้านยาสามารถใช้ได้ทั้งแบบ on-lineและ off-line
๔.๕ กำหนดการที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้น่าจะเป็นเดือนมกราคม ๒๕๕๑ โดยในระหว่างนี้ให้ สปสช.ภาคฯ จะเป็นผู้นัดหมายประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมไปก่อน
ต่อไปผู้คนก็มีสิทธิเลือกใช้บริการที่ร้านยาได้ด้วยครับ
สวัสดีค่ะ
แวะมาชม ดีจังเลยนะค่ะ จะได้ไม่ต้องรอนานในโรงพยาบาลอีกค่ะ
ทางที่ดีที่สุดคือ "รักตนเอง ดูแลสุขภาพตนเอง" เป็นกิจวัตร และ ตามวัย ตามสภาพร่างกาย อย่าตามคนอื่น ด้วย