เราอาจจะสามารถทำความเข้าใจกับผู้คนในเรื่องนี้ได้มากขึ้น และยืนยันว่าสิ่งนี้มิใช่เพียงความเชื่อต่อๆกันมา อันเนื่องมาจากการศึกษาที่กว้างขวางมากขึ้น (ในระดับโลก) อันเป็นผลมาจากการคีบเส้นผมเล็กๆนี้ออกจากตาของผู้คน!!

 

กลับมาอีกครั้งหลังจากไม่ได้กลับมานานแสนนานใน Gotoknow.org ผมไม่รู้ว่าเค้าไปถึงไหนกันแล้ว เห็นมีให้บริจาคเงินกันด้วย

ิเอาล่ะ เข้าประเด็นดีกว่าครับ

ผมมาเรียน M.A. in Development Economics ที่ University of East Anglia, Norwich.. เทอมแรกได้ลงเรียนวิชา Gender and Rural Livelihood

จากการเรียนวิชานี้ทำให้เห็นว่า จริงๆแล้วทางฝรั่งเองก็มีการพูดถึง 'Sustainable Livelihood' กันมาสักพักหนึ่งแล้ว ซึ่งในเมืองไทยอาจจะพอทราบกันแล้วก็ได้แต่ผมไม่ค่อยได้ยินคนพูดถึง

ผมคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงโดยตรง โดยอาจจะมิได้เกี่ยวข้องกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นัก ออกจะหนักไปทางสังคมวิทยา มานุษยวิทยา เสียมากกว่า  

Sustainable livelihood พูดถึงหลักๆเกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์ที่ครัวเรือนในประเทศโลกที่สามใช้เพื่อลดความเสียง ความเปราะบาง ความไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงหรืออุปสรรคที่จะเข้ามา ได้  (ลด Vulnerability นั่นเอง)

ศัพท์ที่ตรงกันข้ามเรียกว่า Resilience หรือแปลว่า ปรับตัวได้ ยืดหยุ่นได้ ผมเห็นคำนี้ UNDP ใช้ในการอธิบายเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงในโบชัวร์ของ UNDP ด้วย

 

ทีนี้กลับมาที่เศรษฐกิจพอเพียง ผมสนใจเรื่องนี้ค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะได้เริ่มเส้นทางงานวิชาการก็คลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้บ้าง

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ชื่อ "เศรษฐกิจพอเพียง" นั้นเป็นอุปสรรคกับการรับรู้ของผู้คนอย่างมาก ทั้งตัวนักวิชาการเอง คนทั่วไป และชาวต่างชาติ เนื่องจาก คำภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า Sufficiency Economy

คำนี้สื่อไปในทางว่า เราจะปิดประเทศหรือ? เป็นขั้วตรงข้ามกับทุนนิยมหรือ? เราจะรอดได้อย่างไร หรือทำกิจกรรมกับประเทศอื่นๆได้อย่างไร ? ฯลฯ อันเป็นข้อถกเถียงทั้งโจ่งแจ้งและในใจของหลายๆคน รวมถึงนักวิชาการและอาจารย์เอง

...กระทั่งในคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์เองก็ต้องยอมรับว่ามีความเข้าใจลักษณะนี้อยู่มาก

ผมว่ามันเหมือนเส้นผมบังภูเขานะครับ .. ถ้าเราขยับเส้นผมนี้ออกเสียอาจจะทำให้ผู้คนเข้าใจมันมากขึ้น สนใจมันมากขึ้น และมาพัฒนามันมากขึ้นก็ได้

 

... หรืออย่างน้อย เมือ่ได้ยินชื่อก็สื่อความได้ชัด 

 

ผมคิดว่า คำที่เหมาะ หากมองที่หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะเป็นคำว่า Resilience Economy นี่แหละครับ ...หรือเศรษฐกิจยืดหยุ่น เศรษฐกิจที่ปรับตัวได้ ...  

ในพระราชดำรัสของในหลวงในหลายโอกาส ได้ระบุถึงการไม่ได้เป็นขั้วตรงข้ามของระบบเศรษฐกิจใดๆ แต่เป็นหลักให้ประเทศไทยก้าวไปในโลกาภิวัฒน์อย่างมั่นคง ...

 

ด้วยชื่อ Resilience Economy จะทำให้คนเข้าใจมันได้ชัดขึ้น และผมคิดว่า นักวิชาการเองอาจจะตั้งโจทย์ได้ชัดเจนขึ้นด้วย และสามารถมองเรื่องนี้เป็นประเด็นในเชิงของการอธิบายปรากฎการณ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับการรับมือความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจและสังคม อันน่าจะเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังที่กล่าวข้างต้น

Resilience Economy จะทำให้พื้นที่ของเรื่องนี้เปิดกว้างเข้าหาภาคเอกชนได้มากขึ้น และง่ายขึ้น เพราะทุกคนทุกองค์กรย่อมอยากมีภูมิคุ้มกันเพื่อจะได้แข็งแรงและยืนหยัดในโลกธุรกิจได้ก็ได้ นำมาสู่การศึกษาวิธีการรับมือความผันผวนในภาคธุรกิจ

...และสิ่งนี้น่าจะเกิดเช่นเดียวกันในภาคเกษตร หรือแม้กระทั่งภาควิชาการหรือภาคประชาสังคมเองเสียด้วยซ้ำ!!!

และจากการศึกษาข้างต้นเหล่านั้นจะนำมาสู่การศึกษาที่เป็นรูปธรรม แบบเรียนรู้จากการปฏิบัติ แบบยังไม่มีกรอบก่อนศึกษาว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดการรับมือกับความผันผวน คืออะไร ตรงกับหลักการที่ใช้กันอยู่คือ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขหรือไม่ ... 

จุดนี้จะเป็นการตรวจสอบแนวคิดเดิม และทำให้แนวคิด "เศรษฐกิจพอเพียง" เดิมแข็งแกร่งขึ้น ...

เราอาจจะสามารถทำความเข้าใจกับผู้คนในเรื่องนี้ได้มากขึ้น และยืนยันว่าสิ่งนี้มิใช่เพียงความเชื่อต่อๆกันมา อันเนื่องมาจากการศึกษาที่กว้างขวางมากขึ้น (ในระดับโลก) อันเป็นผลมาจากการคีบเส้นผมเล็กๆนี้ออกจากตาของผู้คน!!

 

ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ผมเขียนนี้จะระคายเบื้องพระยุคลบาทหรือระคายใจของผู้ที่จงรักภักดีอย่างยิ่งหรือไม่ ... แต่ผมปรารถนาดี และตั้งใจที่จะทำให้แนวคิดดังกล่าวพัฒนาและแพร่หลาย มิใช่แต่เพียงในประเทศไทย แต่ในโลกได้ง่ายขึ้น 

พร้อมทั้งเพื่อทำให้พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิเป็นเพียง Dogma หรือสิ่งที่ไม่สามารถแตะต้องได้ ผมมิอาจเอื้อมคาดเดาพระราชดำริของในหลวง แต่ผมคิดว่าหากคนที่ทำงานกับพื้นที่และมีความต้องการที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างจริงจังย่อมต้องการให้มีคนพัฒนาและสานต่อแนวคิิดของเขาอยู่แล้ว

 

คำถามสำคัญที่อาจจะต้องตอบก็คือ Sufficiency Economy = Resilience Economy ที่ผมเสนอเอาไว้หรือเปล่า???