การจัดการความรู้
             ความยากจนเชิงโครงสร้าง        เป็นมโนทัศน์ที่ค่อนข้างใหม่ในแวดวงวิชาการและสาธารณชนโดยทั่วไป ในอดีตความยากจนถูกมองว่าเป็นประเด็นปัญหาในระดับปัจเจกบุคคลและครอบครัว ดังนั้น แนวทางในการประเมินสถานการณ์ความยากจน  จึงให้ความสำคัญกับการสร้างดัชนีที่สามารถวัดได้ว่า ใครคือคนยากจน   ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การวัดรายได้ของปัจเจกบุคคลและครอบครัว  โดยมีฐานคิดว่า  รายได้มีความสัมพันธ์กับการได้มาซึ่งสิ่งที่ถือเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐาน   การเข้าถึงบริการสาธารณะ  รวมทั้งการได้มาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี หรืออีกนัยหนึ่งคือคุณภาพชีวิต  เกณฑ์การวัดภาวะความยากจนที่ใช้กันมานานและเป็นที่รู้จักกันดี   ได้แก่ เกณฑ์เส้นความยากจน (Poverty Line)   ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดที่คำนวณจากเกณฑ์มาตรฐานความต้องการบริโภคอาหารและสินค้าจำเป็นขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของแต่ละบุคคล มีหน่วยเป็นบาทเป็นคนต่อเดือน      และคนจนคือคนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน   หรือคนไม่มีรายได้เพียงพอที่จะซื้ออาหารและสินค้าที่จำเป็นตามเกณฑ์ความต้องการขั้นต่ำ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ: สคช. , 2544:2)                จากการใช้เกณฑ์เส้นความยากจนเป็นดัชนีในการประเมินภาวะความยากจน  ช่วยให้ทราบถึงจำนวนคนยากจนโดยรวมของประเทศ และการกระจายของคนยากจนในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ เช่น คนจนในในเมือง/ชนบท คนจนในภาคต่าง ๆ ของประเทศ หรือคนจนในอาชีพต่าง ๆ  ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ทราบถึงภาวะความยากจนของประเทศและกลุ่มคนต่าง ๆ  แต่มีข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่               ประการแรก   ข้อมูลและสัดส่วนของคนยากจน          อาจช่วยให้ผู้วางนโยบายทราบถึงความ รุนแรงของปัญหาความยากจน      แต่ไม่มีดัชนีที่ชี้ให้เห็นถึงเงื่อนไขและกระบวนการที่ก่อให้เกิดภาวะความยากจนในระดับปัจเจกบุคคล         แม้ว่าจะได้มีความพยายามวิเคราะห์สาเหตุของความยากจนว่าเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่าง ๆ หลายปัจจัย     ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ ระบบบริหารจัดการ (สคช. , 2544:12 -14)  แต่ยังมิได้มีการศึกษาเพื่อสร้างดัชนีที่สามารถใช้ประเมินเงื่อนไขที่นำไปสู่ความยากจนอย่างเป็นระบบ  นอกจากนี้ ยังมิได้มีการสร้างดัชนีที่สะท้อนกระบวนการที่ทำให้เงื่อนไขหรือปัจจัยดังกล่าวทำให้คนต้องอยู่ในภาวะความยากจน               ประการที่สอง การใช้รายได้เป็นเกณฑ์วัดความยากจนเพียงอย่างเดียว  นับว่าไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทย ซึ่งยังมีชุมชนที่ดำรงชีวิตโดยมิได้พึ่งรายได้ที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียวอยู่เป็นจำนวนมาก   ชุมชนเหล่านี้อาจมีการปลูกข้าว  ปลูกพืชหรือการทำเกษตรกรรมอื่นๆ      เพื่อการบริโภค บางชุมชนอาจยังพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการดำรงชีวิต       ซึ่งในการคำนวณรายได้ของ


<div class="Section2"> ของประชาชน ก็ได้นำการผลิตเพื่อกินเพื่อใช้มาคิดคำนวณเป็นรายได้  ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการประเมินรายได้ของคนต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ในอีกแง่หนึ่ง การทำเช่นนี้มีส่วนทำให้ประเด็นของความยากจนกลายเป็นประเด็นในเรื่องการสร้างรายได้ มากกว่าเรื่องของการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้คนมีเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ     และปัจจัยที่สำคัญในการผลิต เช่น ที่ดิน น้ำเพื่อการเกษตร ป่าไม้ ที่ดินสาธารณะ              ประการที่สาม   การใช้รายได้เป็นดัชนีรวมในการวัดความยากจน  ทำให้เกิดข้อสงสัยกันโดย ทั่วไปว่า รายได้เพียงอย่างเดียว จะเป็นตัวสะท้อนความยากจน ได้อย่างเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมองจากฐานคิดที่เกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพชีวิต ว่าจะต้องมีองค์ประกอบในหลายมิติด้วย เช่น สุขภาพอนามัย การศึกษา ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ    ซึ่งรายได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถจะครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของคุณภาพชีวิตได้                เมื่อไม่นานมานี้       ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขข้อจำกัดของการใช้รายได้เป็นดัชนีวัดความยากจน ให้ครอบคลุมมิติในด้านอื่น ๆ   UNDP ได้ทำดัชนีความขัดสน (Index of Human Deprivation : IHD)  ซึ่งเป็นดัชนีที่ครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของคุณภาพชีวิต  8  มิติ ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา รายได้ การทำงาน สภาพที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม ชีวิตครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน การสื่อสารและการคมนาคม การมีส่วนร่วมของประชาชน           ดัชนีความขัดสน สร้างขึ้นมาจากข้อมูลที่หน่วยราชการเก็บรวบรวมไว้           โดยนำมาวิเคราะห์เพื่อชี้ให้เห็นภาพรวมของภาวะความขัดสนในระดับจังหวัดเชิงเปรียบเทียบ ว่าแต่ละจังหวัดมีภาวะความขัดสนรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร   ซึ่งจะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละจังหวัด           มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหามากขึ้น อย่างไรก็ตาม         ถึงแม้ดัชนีความขัดสนจะครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของคุณภาพชีวิต ได้มากกว่าการใช้รายได้เป็นดัชนีวัดความยากจนเพียงอย่างเดียว  แต่ดัชนีความขัดสนก็ยังมีข้อจำกัด ที่ไม่สามารถนำมา  ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประเมินเงื่อนไขและกระบวนการที่ก่อให้เกิดความยากจนได้     นอกจากนี้การนำ เสนอดัชนีซึ่งสะท้อนภาพรวมในระดับจังหวัด       ทำให้เกิดข้อจำกัดในการนำดัชนีชุดนี้ไปใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับชุมชน               ฉะนั้น     ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษานำร่องเพื่อพัฒนาดัชนีที่สามารถวัดความยากจนได้อย่างครอบคลุมมิติต่าง ๆ   โดยสามารถแสดงให้เห็นชุดของดัชนีที่สะท้อนความยากจนซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนความยากจนในระดับปัจเจกบุคคลและระดับครัวเรือน และชุดของดัชนีที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนตกอยู่ในภาวะความยากจน ซึ่งมุ่งเน้นที่การศึกษาเงื่อนไขในเชิงโครงสร้าง  อันเป็นเงื่อนไขที่คนในชุมชนเผชิญร่วมกัน    แต่ก็เป็นไปได้ที่ว่าภายใต้เงื่อนไขที่คนเผชิญอยู่คล้ายคลึงกัน    บุคคลและครอบครัว อาจตกอยู่ในภาวะความยากจนที่แตกต่างกัน  ซึ่งขึ้นอยู่กับกิจกรรมหรือการกระทำ ที่บุคคลเข้าไปร่วม หรือกระทำ และเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่ภาวะของความยากจนได้ </div>