<div class="Section2">
ของประชาชน ก็ได้นำการผลิตเพื่อกินเพื่อใช้มาคิดคำนวณเป็นรายได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการประเมินรายได้ของคนต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ในอีกแง่หนึ่ง การทำเช่นนี้มีส่วนทำให้ประเด็นของความยากจนกลายเป็นประเด็นในเรื่องการสร้างรายได้ มากกว่าเรื่องของการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้คนมีเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยที่สำคัญในการผลิต เช่น ที่ดิน น้ำเพื่อการเกษตร ป่าไม้ ที่ดินสาธารณะ ประการที่สาม การใช้รายได้เป็นดัชนีรวมในการวัดความยากจน ทำให้เกิดข้อสงสัยกันโดย ทั่วไปว่า รายได้เพียงอย่างเดียว จะเป็นตัวสะท้อนความยากจน ได้อย่างเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมองจากฐานคิดที่เกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพชีวิต ว่าจะต้องมีองค์ประกอบในหลายมิติด้วย เช่น สุขภาพอนามัย การศึกษา ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งรายได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถจะครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของคุณภาพชีวิตได้ เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขข้อจำกัดของการใช้รายได้เป็นดัชนีวัดความยากจน ให้ครอบคลุมมิติในด้านอื่น ๆ UNDP ได้ทำดัชนีความขัดสน (Index of Human Deprivation : IHD) ซึ่งเป็นดัชนีที่ครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของคุณภาพชีวิต 8 มิติ ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา รายได้ การทำงาน สภาพที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม ชีวิตครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน การสื่อสารและการคมนาคม การมีส่วนร่วมของประชาชน ดัชนีความขัดสน สร้างขึ้นมาจากข้อมูลที่หน่วยราชการเก็บรวบรวมไว้ โดยนำมาวิเคราะห์เพื่อชี้ให้เห็นภาพรวมของภาวะความขัดสนในระดับจังหวัดเชิงเปรียบเทียบ ว่าแต่ละจังหวัดมีภาวะความขัดสนรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละจังหวัด มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ดัชนีความขัดสนจะครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของคุณภาพชีวิต ได้มากกว่าการใช้รายได้เป็นดัชนีวัดความยากจนเพียงอย่างเดียว แต่ดัชนีความขัดสนก็ยังมีข้อจำกัด ที่ไม่สามารถนำมา ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประเมินเงื่อนไขและกระบวนการที่ก่อให้เกิดความยากจนได้ นอกจากนี้การนำ เสนอดัชนีซึ่งสะท้อนภาพรวมในระดับจังหวัด ทำให้เกิดข้อจำกัดในการนำดัชนีชุดนี้ไปใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับชุมชน ฉะนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษานำร่องเพื่อพัฒนาดัชนีที่สามารถวัดความยากจนได้อย่างครอบคลุมมิติต่าง ๆ โดยสามารถแสดงให้เห็นชุดของดัชนีที่สะท้อนความยากจนซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนความยากจนในระดับปัจเจกบุคคลและระดับครัวเรือน และชุดของดัชนีที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนตกอยู่ในภาวะความยากจน ซึ่งมุ่งเน้นที่การศึกษาเงื่อนไขในเชิงโครงสร้าง อันเป็นเงื่อนไขที่คนในชุมชนเผชิญร่วมกัน แต่ก็เป็นไปได้ที่ว่าภายใต้เงื่อนไขที่คนเผชิญอยู่คล้ายคลึงกัน บุคคลและครอบครัว อาจตกอยู่ในภาวะความยากจนที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับกิจกรรมหรือการกระทำ ที่บุคคลเข้าไปร่วม หรือกระทำ และเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่ภาวะของความยากจนได้
</div>
ความยากจนเชิงโครงสร้าง เป็นมโนทัศน์ที่ค่อนข้างใหม่ในแวดวงวิชาการและสาธารณชนโดยทั่วไป ในอดีตความยากจนถูกมองว่าเป็นประเด็นปัญหาในระดับปัจเจกบุคคลและครอบครัว ดังนั้น แนวทางในการประเมินสถานการณ์ความยากจน จึงให้ความสำคัญกับการสร้างดัชนีที่สามารถวัดได้ว่า “ ใครคือคนยากจน ” ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การวัดรายได้ของปัจเจกบุคคลและครอบครัว โดยมีฐานคิดว่า รายได้มีความสัมพันธ์กับการได้มาซึ่งสิ่งที่ถือเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงบริการสาธารณะ รวมทั้งการได้มาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี หรืออีกนัยหนึ่งคือคุณภาพชีวิต เกณฑ์การวัดภาวะความยากจนที่ใช้กันมานานและเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ เกณฑ์เส้นความยากจน (Poverty Line) ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดที่คำนวณจากเกณฑ์มาตรฐานความต้องการบริโภคอาหารและสินค้าจำเป็นขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของแต่ละบุคคล มีหน่วยเป็นบาทเป็นคนต่อเดือน และคนจนคือคนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือคนไม่มีรายได้เพียงพอที่จะซื้ออาหารและสินค้าที่จำเป็นตามเกณฑ์ความต้องการขั้นต่ำ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ: สคช. , 2544:2) จากการใช้เกณฑ์เส้นความยากจนเป็นดัชนีในการประเมินภาวะความยากจน ช่วยให้ทราบถึงจำนวนคนยากจนโดยรวมของประเทศ และการกระจายของคนยากจนในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ เช่น คนจนในในเมือง/ชนบท คนจนในภาคต่าง ๆ ของประเทศ หรือคนจนในอาชีพต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ทราบถึงภาวะความยากจนของประเทศและกลุ่มคนต่าง ๆ แต่มีข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ ประการแรก ข้อมูลและสัดส่วนของคนยากจน อาจช่วยให้ผู้วางนโยบายทราบถึงความ รุนแรงของปัญหาความยากจน แต่ไม่มีดัชนีที่ชี้ให้เห็นถึงเงื่อนไขและกระบวนการที่ก่อให้เกิดภาวะความยากจนในระดับปัจเจกบุคคล แม้ว่าจะได้มีความพยายามวิเคราะห์สาเหตุของความยากจนว่าเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่าง ๆ หลายปัจจัย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ ระบบบริหารจัดการ (สคช. , 2544:12 -14) แต่ยังมิได้มีการศึกษาเพื่อสร้างดัชนีที่สามารถใช้ประเมินเงื่อนไขที่นำไปสู่ความยากจนอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมิได้มีการสร้างดัชนีที่สะท้อนกระบวนการที่ทำให้เงื่อนไขหรือปัจจัยดังกล่าวทำให้คนต้องอยู่ในภาวะความยากจน ประการที่สอง การใช้รายได้เป็นเกณฑ์วัดความยากจนเพียงอย่างเดียว นับว่าไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทย ซึ่งยังมีชุมชนที่ดำรงชีวิตโดยมิได้พึ่งรายได้ที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียวอยู่เป็นจำนวนมาก ชุมชนเหล่านี้อาจมีการปลูกข้าว ปลูกพืชหรือการทำเกษตรกรรมอื่นๆ เพื่อการบริโภค บางชุมชนอาจยังพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งในการคำนวณรายได้ของ