มูล สำนักงาน กปร. งานนิทรรศการ 60 ปี ครองราชย์
สวัสดีครับ...มาพบกันอีกแล้วทุกค่ำคืนตอนที่ 3 ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า"ไม่ติดตำรา" มาติดตามอ่านกันดูต่อไป นะครับ
ไม่ติดตำรา
การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ"ไม่ติดตำรา" ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย
ประหยัด เรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด
ในเรื่องของความประหยัดนี้ ประชาชนชาวไทยทราบกันดีว่าเรื่องส่วนพระองค์ก็ทรงประหยัดมากดังที่เราเคยเห็นว่า หลอดยาสีพระทนต์นั้นทรงใช้อย่างค้มค่าอย่างไรหรือฉลองพระองค์แต่ละองค์ทรงใช้อยู่เป็นเวลานาน ดังที่นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธีชัยพัฒนา เคยเล่าว่า
"กองงานในพระองค์โดยท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ บอกว่าปีหนึ่งพระองค์เบิกดินสอ 12 แท่ง เดือนละแท่ง ใช้จนกระทั่งกุด ใครอย่าไปทิ้งของท่านนะจะกริ้ว เลยประหยัดทุกอย่าง เป็นต้นแบบทุกอย่าง ทุกอย่างนี้มีค่าสำหรับพระองค์หมด ทุกบาททุกสตางค์จะใช้อย่างระมัดระวัง จะสั่งให้เราปฏิบัติตามด้วยความรอบคอบ"
ขณะเดียวกันการพัฒนาและช่วยเหลือราษฎร ทรงใช้หลักการแก้ปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่นและประยุกต์ใช้ในสิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ มาแก้ปัญหาโดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากนัก ดังพระราขดำรัสตอนหนึ่งว่า
"ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก โดยปล่อยให้ขึ้นเอง ตามธรรมชาติ จะได้ประหยัดงบประมาณ"
ทำให้ง่าย-Simplicity
ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้การคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริ ดำเนินไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และที่สำคัญอย่างยิ่งคือสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศในส่วนรวม ตลอดจนสภาพทางสังคมของชุมชนนั้นๆ ทรงโปรดที่จะทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย อันเป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้กฏแห่งธรรมชาติเป็นแนวทางนั้นเอง แต่การทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นสิ่งง่ายนั้นเป็นของยาก ฉะนั้นคำว่า "ทำให้ง่าย"หรือ"Simplicity" จึงเป็นหลักคิดสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในรูปแบบของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
การมีส่วนร่วม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นนักประชาธิปไตย จึงทรงนำ"ประชาพิจารณ์" มาใช้ในการบริหารเพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า
"...สำคัญที่สุดจะต้องหัดทำใจให้กว้างขวางหนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็น แม้กระทั้งความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด เพราะการรู้จักรับฟังอย่างฉลาดนั้น แท้ที่จริงคือการระดมสติปัญญาและประสบการณ์อันหลากหลาย มาอำนวยการปฏิบัติบริหารงานให้ประสบความสำเร็จที่สมบูรณ์นั้นเอง..."
ครับ... ผมเองจะต้องไปราชการที่จังหวัดสุพรรณบุรี หลายวัน กลับมาค่อยว่ากันต่อ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจ หลายเรื่อง หลายประเด็น ขอบคุณมาก .. สวัสดีครับ
คุณเกษตรยะลาครับ
บทความชุดนี้ดีจริงๆครับ ชื่นชมครับ ชื่นชม..
สวัสดีครับ
ท่านอัยการ
สวัสดีครับคุณพี่ไมตรี
สวัสดีครับ
หนุ่มร้อยเกาะ