การคุ้มครองผู้บริโภค

ส่วนที่ ๑  แนวคิดเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างกว้าง

ส่วนที่ ๒  กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย

ส่วนที่ ๓  สภาพปัญหาและข้อเท็จจริงในประเทศไทย

ส่วนที่ ๑  แนวคิดเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างกว้าง                       

ในอันที่จริงแล้ว แนวความคิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยนั้นได้มีมาตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.๑๙๔๒ ซึ่งรัฐสภาในสมัยนั้นได้ตรากฎหมายออกมาเป็นฉบับแรกเกี่ยวกับหางน้ำนม (หางน้ำนมหมายถึง น้ำนมผสมน้ำซึ่งมีคุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอที่จะใช้ทารก)  โดยปรัชญาเบื้องหลังก็คือ เพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของเด็กทารกซึ่งเป็นผู้บริโภคนั่นเอง  นอกจากนั้น ต่อมาภายหลังก็ได้มีกฎหมายว่าด้วยอาหารและยา เป็นต้น ตามมาเป็นลำดับ  อย่างไรก็ตาม แนวความคิดเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในอดีตที่ผ่านมานั้นเป็นไปอย่างไม่มีระบบ ปรัชญาเบื้องหลังยังไม่มีแนวความคิดเกี่ยวกับการคุ้มครองหรือการรับรองสิทธิของผู้บริโภค และส่วนราชการที่รับผิดชอบแต่ประการใด                       

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ค.ศ.๑๙๗๙ ของประเทศไทยได้ถูกยกร่างและถือกำเนิดขึ้นมาก็อาจจะเนื่องมาจากแนวความคิดของประธานาธิบดีเคเนดีเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ค.ศ.๑๙๖๒ ซึ่งได้เสนอเรื่องสิทธิของผู้บริโภคไว้ได้แก่

- right to safety

- right to be informed

- right to choose

- right to be heard

ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ค.ศ.๑๙๗๙ ของประเทศไทยได้มีผลบังคับใช้เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๙ และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องสิทธิผู้บริโภคเมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๘

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า วิวัฒนาการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในแต่ละประเทศมีวิวัฒนาการ      ที่แตกต่างกันไป  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศนั้น ๆ  ประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามหรือเพิ่งพ้นจากสงครามกลางเมือง สงครามระหว่างประเทศ หรือความไม่สงบภายในประเทศ หรือที่กำลังจะพ้นกับสงครามหรือความไม่สงบดังกล่าว ตลอดจนประเทศที่ด้อยหรือกำลังเริ่มพัฒนาก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลหรือประชาชนจะมีแนวความคิดเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นประเด็นหลักสำคัญ  ประเด็นสำคัญกว่าของประเทศนั้น ๆ คือ การสร้างชาติ การวางแนวทางการปกครองประเทศ และการเลือกตั้งผู้นำประเทศ เป็นต้น  เมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองนิ่ง หรือสงครามและความไม่สงบได้ยุติลงแล้ว การพัฒนาย่อมเกิดขึ้นทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีการพัฒนาทางการผลิตเบื้องต้นไปสู่ภาคอุตสาหกรรม  ประเด็นเรื่องคุณภาพสินค้า การตลาด และการบริโภคจึงจะติดตามมา                                   

 ฉะนั้น เมื่อสังคมมีการพัฒนา ตามด้วยระบบเศรษฐกิจมีการพัฒนาไปตามกลไกธรรมชาติ มีการแข่งขันกันในพื้นที่ ภายใน และระหว่างประเทศ  ประเด็นเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้เกิดขึ้น  เมื่อมีการผลิตสินค้าและบริการที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐาน ก็เกิดอำนาจต่อรองระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค แล้วแต่ว่าประเทศใดมีบรรยากาศหรือนโยบายในทางการค้าที่มีการพัฒนาวิวัฒนาการมากน้อยกว่ากัน  ซึ่งวิวัฒนาการในลักษณะนี้เชื่อได้ว่าเป็นเหมือนกับหลายประเทศ                       

ในสังคมที่พัฒนาแล้วต่างก็เป็นที่ยอมรับว่าผู้บริโภคเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดในระบบตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องสิทธิผู้บริโภคนั้น เรื่องสิทธิจะต้องได้รับการคุ้มครอง  ดังนั้น ในรัฐบาลของแต่ละประเทศก็ได้มีนโยบายหรือการตรากฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และมีองค์กรที่สนับสนุนการคุ้มครองเรื่องสิทธิผู้บริโภคให้ได้รับการรับรองคุ้มครองตามกฎหมายจากการค้าและบริการ                       

อันที่จริง ประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภค การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และหรือการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มีความสัมพันธ์กันเป็นระบบ รวมทั้งกลไกในทางการตลาด  

สำหรับประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระหว่างการตื่นตัวเรื่องสิทธิ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิผู้บริโภค แต่พรรคการเมืองและรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มายังไม่เห็นว่ามีการบรรจุเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ในนโยบายพรรคการเมืองหรือวาระแห่งชาติของรัฐบาล

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็ถือว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งซึ่งได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.๑๙๗๙ ในฐานะที่เป็นองค์กรกลางหรือหน่วยงานในเชิงนโยบาย และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเลขานุการของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ตามกฎหมายในการกำหนดนโยบายในการคุ้มครองผู้บริโภค  การรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริโภคและการรับฟังเสียงร้องทุกข์จากประชาชนในฐานะผู้บริโภคจึงมีความจำเป็นอันมิอาจปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงได้                       

ในการบริหารงานภาครัฐ จริง ๆ แล้วมีองค์กรต่าง ๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ด้วยกันหลายกระทรวงในการกำหนดนโยบายและนำนโยบายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคไปปฏิบัติ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรุงเทพมหานคร รวมทั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย บริษัท ขนส่ง จำกัด ธนาคารอาคารสงเคราะห์ องค์การเภสัชกรรม เป็นต้น  แต่ว่าองค์กรต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นหน่วยงานเฉพาะ ๆ เรื่อง คุ้มครองผู้บริโภคเฉพาะเรื่อง  เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อมตามกฎหมายเฉพาะเรื่อง  ซึ่งในลักษณะของการประสานงานยังไม่เป็นระบบในแง่ของปรัชญาด้านการคุ้มครองผู้บริโภค สภาพปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคก็ยังคงเห็นอยู่                       

ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ประเทศไทยอยู่ในระหว่างการพัฒนาและตื่นตัวเรื่องการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค แนวคิดนี้ได้ปรากฎชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ค.ศ.๑๙๙๗ ซึ่งได้ถูกยกเลิกไป) ได้กำหนดรองรับสิทธิของผู้บริโภคไว้อย่างเป็นรูปแบบและมีความเป็นรูปธรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีการรับรองสิทธิผู้บริโภค ซึ่งตามมาตรา ๕๗ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ค.ศ.๑๙๙๗ ได้บัญญัติไว้ว่า สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครอง  ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ...  (กฎหมายบัญญัติเรื่องสิทธิของผู้บริโภคไว้ในขณะนี้มีอยู่เพียงกฎหมายฉบับเดียวได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ค.ศ.๑๙๗๙)                       

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับดังกล่าวในมาตราเดียวกันยังได้บัญญัติรองรับให้มีองค์การอิสระผู้บริโภคด้วย ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคในการให้ความเห็นในการตรากฎหมายเมื่อหน่วยงานของรัฐตรากฎหมาย กฎ ระเบียบและมาตราการที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค หน่วยงานของรัฐจะต้องให้องค์การอิสระผู้บริโภคให้ความเห็นก่อนและจะต้องรับฟัง  ซึ่งเป็นไปตามปรัชญาหลักสำคัญของการมีส่วนร่วมภาคประชาชนในฐานะผู้บริโภคในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารพัฒนาประเทศ  ซึ่งองค์การอิสระนี้อยู่ในระหว่างการร่างกฎหมายจัดตั้งองค์การอิสระผู้บริโภคให้สอดรับกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งในทางนิติปรัชญาของรัฐธรรมนูญแล้วเป็นการส่งเสริมหลัก good governance  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังกล่าวและก่อให้เกิดความเข้มแข็งในภาคประชาสังคม หรือที่เรียกว่า civil society อีกประการหนึ่งด้วยซึ่งถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญ

ส่วนที่ ๒  กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย                       

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของคนทั่วไป  เป็นกฎหมายที่ใกล้ตัวของประชาชนทั่วไปในฐานะที่เป็นผู้บริโภค                       

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยมีอยู่ทั่วไปในหลายกระทรวง เช่น เรื่องอาหาร ยา เครื่องสำอาง ก็จะอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กับกระทรวงสาธารณสุข  เรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมก็จะอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม  เรื่องการจัดสรรที่ดินและอาคารชุด ก็จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย  เรื่องราคาสินค้าและประกันภัยก็จะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ เป็นตน ซึ่งชื่อของกฎหมายว่าด้วยการนั้นก็จะเรียกแตกต่างหรือมีชื่อแตกต่างกันออกไป                       

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคก็เช่นกัน ถือว่าเป็นกฎหมายบททั่วไป และเป็นฉบับเดียวที่ได้กำหนดเรื่องสิทธิของผู้บริโภคไว้อย่างชัดเจน โดยคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งเมื่อพิจารณาสาระของกฎหมายดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่ามีคำว่า สินค้าและบริการซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันทั้งสิ้น                       

เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายพื้นฐานผู้บริโภคของประเทศญี่ปุ่น ในความเห็นของผู้บรรรยาย เห็นได้โดยสรุปดังนี้                       

๑. งานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของญี่ปุ่นเองก็มีกระทรวงที่รับผิดชอบหลายกระทรวงด้วยกัน  ทั้งนี้ ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายพื้นฐานผู้บริโภคของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลมีและปฏิบัติหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายพื้นฐานเช่นว่านั้น                       

๒. การแบ่งส่วนราชการของญี่ปุ่นคล้ายกับของไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงที่มีความรับผิดชอบด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้บริโภคอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี (นายกรัฐมนตรี)                       

๓. รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดเรื่องสิทธิของผู้บริโภคไว้เหมือนกับรัฐธรรมนูญไทย  อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองผู้บริโภคของญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าแบบยั่งยืนและมากกว่าประเทศไทย ถึงแม้ว่าหน่วยงานของรัฐในประเทศไทยจะมีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคได้ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นไม่มีก็ตาม และการคุ้มครองผู้บริโภคของญี่ปุ่นได้พัฒนาไปสู่มิติของ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนและได้มีการรณรงค์เรื่องการบริโภคซึ่งมีผลต่อสิ่งแวดล้อมมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะหรือเรื่องใด ๆ  สาเหตุน่าจะมาจากการตื่นตัว การรวมกลุ่มของภาคประชาชน และความมีส่วนร่วมในการมีสำนึกสาธารณะร่วมกัน (ยกตัวอย่างกรณีของสหกรณ์เมืองโกเบ)  แม้ว่าในสายตาของคนญี่ปุ่นเองอาจจะมองว่ามิได้เป็นเช่นว่านั้นก็ตาม แต่เป็นความเห็นส่วนตัวที่มีความรู้สึกเช่นว่านั้น  อย่างไรก็ตาม ตัวแปรดังกล่าวอาจได้แก่ลักษณะธรรมชาติและนิสัยของคนญี่ปุ่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะผู้นำของผู้บริหารในระดับฝ่ายบริหารและการเมืองซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ก่อให้เกิดบรรยากาศเช่นว่านี้ก็ได้                       

๔. สถานะของกฎหมายพื้นฐานผู้บริโภคของญี่ปุ่นแม้ว่าจะเป็นเพียงพระราชบัญญัติรองจากรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด แต่เนื้อหาสาระของกฎหมายนี้เป็น ธรรมนูญแห่งการคุ้มครองผู้บริโภคทีเดียว ซึ่งได้วางนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคให้กับส่วนกลางและท้องถิ่น โดยรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามแผนและนโยบายตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและสังคม เป็นการวางหลักความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจรวมทั้งบทบาทสำคัญของผู้บริโภคในการที่จะต้องพัฒนาชีวิตของตนในฐานะผู้บริโภคด้วยการมีความคิดริเริ่มในการแสวงหาความรอบรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในฐานะผู้บริโภค โดยรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจะเป็นผู้สนับสนุน                       

ในขณะที่เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยมีแนวความคิดว่าเนื่องจากในปัจจุบัน การเสนอสินค้าและบริการต่าง ๆ ต่อประชาชนในฐานะที่เป็นผู้บริโภคนับวันแต่จะมากขึ้น ซับซ้อน ผู้บริโภคขาดอำนาจต่อรอง ผู้ประกอบธุรกิจมีกลยุทธ์และวิชาการทางการตลาดที่เหนือกว่าผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบเนื่องจากไม่อยู่ในฐานะที่ทราบภาวะตลาดและความจริง รวมทั้งข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับคุณภาพและราคาของสินค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ  นอกจากนั้น การที่ผู้บริโภคแต่ละรายจะไปฟ้องรองดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจเมื่อมีการละเมิดสิทธิผู้บริโภคย่อมเสียเวลาและค่าใช้จ่าย  และผู้บริโภคไม่อยู่ในฐานะจะสละเวลาและค่าใช้จ่าย ประกอบกับวัฒนธรรมของสังคมไทยไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้สิทธิ เป็นเหตุให้ผู้บริโภคต้องอยู่ในภาวะจำยอมและเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา                       

กล่าวโดยสรุป กฎหมายไทยและแนวทางปฏิบัติไม่ค่อยจะให้ผู้บริโภคพึ่งตนเองได้เท่ากับคนญี่ปุ่น

โครงสร้างกว้าง ๆ ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย
พระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดองค์กรทางกฎหมาย การรับรองสิทธิและการฟ้องคดีแทนผู้บริโภค  สำหรับองค์กรทางกฎหมายเช่นว่านั้นได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.)  สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และคณะกรรมการเฉพาะเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งคณะอนุกรรมการซึ่งได้รับมอบหมายจาก คคบ.                       
ก่อนที่จะมี คคบ.ตามพระราชบัญญัตินี้ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในส่วนที่ ๑ ก็ได้มีหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคอยู่แล้วหากแต่ทำหน้าที่เพียงป้องกันและปราบปรามกรณีผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนหรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ โดยกำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติเท่านั้น แต่ไม่มีการเรียกร้องหรือชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้บริโภค  ตามพระราชบัญญัตินี้ได้บัญญัติไว้แตกต่างจากกฎหมายอื่น โดย คคบ.มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคฟ้องร้องคดีต่อศาลแทนผู้บริโภคเพื่อเรียกร้องให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคโดยไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายใด ๆ (ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง)                       
พระราชบัญญัตินี้นอกจากจะให้อำนาจแก่ คคบ.ใช้อำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคได้แล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐ  พระราชบัญญัตินี้ยังได้ให้อำนาจการดำเนินคดีแทนผู้บริโภคโดยสมาคมอีกประการหนึ่งด้วย                       
ในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิผู้บริโภคโดยสมาคมนี้ มีองค์ประกบอคือให้สมาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภคหรือต่อต้านการแข่งขันอันไม่เป็นธรรมทางการค้า และ คคบ.ให้การรับรองสมาคมดังกล่าวแล้ว มีสิทธิและอำนาจในการฟ้องคดีแพ่ง คดีอาญา หรือดำเนินกระบวนการพิจารณาใด ๆ ในคดีเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้ และให้มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกของสมาคมได้ถ้ามีหน้งสือมอบหมายให้เรียกค่าเสียหายแทนจากสมาชิกของสมาคม (การรวมตัวกันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญ)
ส่วนที่ ๓  สภาพปัญหาและข้อเท็จจริงในประเทศไทย

ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในส่วนที่ ๑ และ ๒  การคุ้มครองผู้บริโภคหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคุมครองผู้บริโภคเป็นเรื่องที่เกี่วข้องกับการดำรงชีวิตของคนทั่วไปในฐานะผู้บริโภค กล่าวคือเป็นผู้บริโภคมาตั้งแต่เกิดจนตาย                       

ในสภาพปัจจุบัน การเสนอสินค้าและบริการต่าง ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจต่อผู้บริโภคนับวันแต่จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซับซ้อน  ผู้บริโภคขาดอำนาจต่อรอง ผู้ประกอบธุรกิจมีกลยุทธ์และวิชาการทางการตลาดที่เหนือกว่าผู้บริโภค  นอกจากนี้ การที่ผู้บริโภคแต่ละรายจะไปฟ้องคดีต่อผู้ประกอบธุรกิจเมื่อมีการละเมิดสิทธิผู้บริโภคย่อมเสียเวลาและค่าใช้จ่าย และผู้บริโภคไม่อยู่ในฐานที่จะสละเวลาและค่าใช้จ่าย ประกอบกับวัฒนธรรมของสังคมไทยไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้สิทธิ เป็นเหตุให้ผู้บริโภคต้องอยู่ในสภาวะจำยอมและเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา                       

ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมีอยู่ทั่วไปหลายกระทรวง จะกล่าวถึงในส่วนที่เกี่ยวข้องหรือในส่วนที่รับผิดชอบของ สคบ. ซึ่งในอันที่จริงนั้น สคบ.เป็นหน่วยงานที่กำหนดนโยบาย  อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้วก็ต้องให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่ดูแลกฎหมายนั้น จะใช้พระราชบัญญัตินี้เท่าที่ไม่ขัดหรือไม่ซ้ำกับกฎหมายอื่นเท่านั้น เว้นแต่กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมและหน่วยงานทีรับผิดชอบมิได้ดำเนินการหรือดำเนินการไม่ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งกรณีจำเป็นที่มิให้เนิ่นช้าออกต่อไป คคบ.หรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่องมีอำนาจเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีวินิจฉัยสั่งการได้                       

จากสถิติข้อมูลของ สคบ.ทีผ่านมา ปัญหาที่เกิดขึ้นได้แก่ สภาพการร้องเรียนเกี่ยวกับการทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นส่วนมาก รวมทั้งการโฆษณาจากสื่อต่าง ๆ ตามลำดับ  มีการดำเนินคดีแทนผู้บริโภค มีการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างผู้ร้องกับผู้ประกอบการ  ทั้งนี้ มีสาเหตุมาจากสภาวะทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถชำระหนี้ได้และตัวผู้บริโภคเอง  ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะถือว่าเป็นการทำสัญญาของผู้ประกอบการเองที่ได้ลงทุนโดยไม่มีทุนในการจ่ายให้เกิดการหมุนเวียนในการลงทุน                        

สภาพปัญหาเรื่องผู้บริโภคมีอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน แม้จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภครวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับก็ตาม  สภาพปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบันก็ดีขึ้นเป็นไปตามลำดับการพัฒนา  อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญของผู้บรรยายสรุปโดยความเห็นส่วนตัวมีดังนี้                       

๑. งบประมาณ  รัฐบาลท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่นได้เห็นความสำคัญของภาคประชาสังคมและได้ให้การสนับสนุนในกิจกรรมของประชาชนในท้องถิ่น  อย่างไรก็ตาม หากรัฐให้การสนับสนุน องค์กรอิสระอาจจะไม่อิสระก็เป็นได้เพราะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล                       

๒. ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน                       

๓. ขาดการประสานงานและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน                        ๔. ตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐขาดความเข้าใจในปรัชญาการคุ้มครองผู้บริโภค  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขาดความรู้สึกร่วมในความเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อน                       

๕. ผู้บริโภคเองขาดจิตสำนึก วินัย และยังคงต้องการความช่วยเหลือและเรียกร้องต่อรัฐอยู่มาก                       

๖. วัฒนธรรมองค์กรของคนในชาติ เป็นสังคมรูปแบบไม่คำนึงเนื้อหาสาระ และขาดความต่อเนื่องในกิจกรรม                       

๗. บรรยากาศทางการเมืองที่จะเข้ามาสนับสนุนกิจการและความเคลื่อนไหวซึ่งในส่วนที่สามารถที่จะทำได้และได้ดีที่สุดก็คือการให้ความรู้ทางข้อมูลข่าวสาร ให้การศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้บริโภค ติดอาวุธทางความคิดในการพิทักษ์สิทธิ เพื่อเป็นพื้นฐานแก่ผู้บริโภคที่จะพึ่งตนเองได้ต่อไปเมื่อมีการพัฒนาแล้ว สร้างสำนึกสาธารณะ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาสังคมผู้บริโภค 

-----------------------