|
คนไทยคุ้นเคยกันดีกับโรคกระเพาะอาหารฉะนั้นเมื่อเกิดอาการ "เรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก ปวดแสบร้อนในช่องท้องส่วนบนปวดบริเวณหน้าอก" ก็จะคิดไว้ก่อนว่านั่นเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหารทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะเป็น "โรคกรดไหลย้อน จากกระเพาะสู่หลอดอาหาร (Gastro esophageal Reflux Disease : GERD)" "โรคกรดไหลย้อน" เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยของที่ไหลย้อนส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนน้อยอาจเป็นด่างจากลำไส้เล็ก โดยอาจมีหรือไม่มีหลอดอาหารอักเสบก็ได้ ผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอาการแสบยอดยก เรอเปรี้ยว ภาวะนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบหรือเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง จนทำให้ปลายหลอดอาหารตีบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหารได้ บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ "แต่เท่าที่พบผู้ป่วยบางรายไม่ได้มาด้วยอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว แต่มาหาหมอด้วยอาการของโรคหู คอ จมูก เช่น ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง มีกลิ่นปาก หรืออาจมาด้วยอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด บางรายก็มาด้วยอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเมื่อวินิจฉัยแล้วไม่พบโรคอื่น ก็จะส่งมาที่แผนกและส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน" รศ.นพ.อุดม คชินทร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุถึงกลุ่มคนไข้ที่มารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อน มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ลักษณะของโรคคือการที่มีกรดไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะอาหารมาที่หลอดอาหาร โรคกรดไหลย้อนมักพบได้จากการที่มีการอักเสบของหลอดอาหาร โรคกรดไหลย้อน ซึ่งมีผลกระทบได้ในทุกช่วงอายุ และวิถีชีวิตในแถบยุโรป พบได้ในผู้ใหญ่ ประมาณ 20-40% ซึ่งอาการที่พบเป็นประจำคืออาการแสบยอดอก จากการสำรวจ "The Asian Burning Desires Survey" ซึ่งเป็นผลการสำรวจผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนในทวีปเอเชียทั้งหมด 7 ประเทศ คือ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลี ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และไทย ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนทั้งหมด 1,020 คน ในแง่ผลกระทบของโรคต่อการทำงาน และการใช้ชีวิต ผลการสำรวจพบว่า 65% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนในเอเชียไม่ได้รับรู้ว่ากำลังทุกข์ทรมานจากโรคกรดไหลย้อน รวมทั้งผู้ป่วยที่ได้ไปพบแพทย์ และ 75% ของผู้ป่วยจะมีอาการเรอเปรี้ยว และรู้สึกปวดแสบร้อนในช่องท้องส่วนบน ประมาณ 60% ของผู้ป่วยรู้สึกไม่ค่อยสบาย หลีกเลี่ยงอาหารและน้ำ รู้สึกเหนื่อยและเป็นกังวลเนื่องจากอาการของโรค ส่วนผู้ป่วยอีกประมาณ 50% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน ต้องตื่นขึ้นมาอย่างน้อยเดือนละ 1 หรือ 2 ครั้ง เพราะนอนไม่หลับจากอาการของโรค ผศ.นพ.สมชาย ลีกากุศลวงศ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า โรคกรดไหลย้อนจะพบได้มากในทุกกลุ่มอายุ แต่ที่พบมาก และมักจะมีอาการรุนแรงจะเป็นกลุ่มคนอ้วน ยิ่งกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น อาการของโรคจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอาการนอกหลอดอาหารจะมีอาการเจ็บคอเรื้อรัง ซึ่งหากเจ็บคอเรื้อรังแต่หาสาเหตุไม่พบส่วนใหญ่ 70% จะเป็นโรคกรดไหลย้อน ส่วนที่มีอาการในหลอดอาหารจะมีการอักเสบ การวินิจฉัยโรค ไม่แนะนำให้ใช้วิธีส่องกล้อง ยกเว้นในรายที่มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายอุจจาระสีดำ เพราะการส่องกล้องจะวินิจฉัยได้เพียง 10-30% เท่านั้น หากรักษาด้วยการใช้ยารักษา ซึ่งใช้ดีที่สุดในกลุ่มคนไข้ที่มีการอักเสบของหลอดอาหาร หากให้ยาแล้ว 2 สัปดาห์อาการดีขึ้นก็ให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน "การปรับพฤติกรรมการกิน การนอน จะสามารถช่วยรักษาได้ 20% แต่หากใช้ยาในการรักษาจะหายได้ 80-100% คนไทยจะพบโรคนี้ประมาณ 7.4% ซึ่งมากกว่าเบาหวานซึ่งจะพบแค่ 4% ของประชากรเท่านั้น แต่ผู้ที่มีโรคนี้ประมาณ 40% จะไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน" ผศ.นพ.สมชายระบุ แต่หากรักษาด้วยยาไม่ได้ผลก็จะใช้วิธีการผ่าตัดด้วยการ "ผูกหูรูดกระเพาะอาหาร" เพื่อไม่ให้กรดไหลย้อน แต่การผ่าตัดต้องใช้ฝีมือศัลยแพทย์มือหนึ่ง ซึ่งมีแพทย์ที่ทำได้ไม่มากนักในเมืองไทย |
ข้อมูลภาวะกรดไหลย้อนดังนี้ค่ะ
โรคไหลย้อนจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร หรือ “GERD” (Gastroesophageal Reflux Disease) เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารทำให้เกิดอาการสำคัญ ได้แก่ อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอกและมีรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปากการไหลย้อนนี้ถ้าเป็นเรื้อรังอาจทำให้เกิดพยาธิสภาพในหลอดอาหารขึ้น ได้แก่หลอดอาหารอักเสบ มีเลือดออกจากหลอดอาหาร และถ้าหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังและรุนแรงอาจจะทำให้ปลายหลอดอาหารตีบและเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหารได้ค่ะ
สาเหตุสำคัญของ GERD โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิเช่น
1. ความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารที่ทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมีความดันของหูรูดต่ำ หรือเปิดบ่อยกว่าคนปกติความผิดปกติเหล่านี้อาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และยาบางชนิดเช่นยารักษาโรคหอบหืดบางตัว
2. ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหารทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ
3. ความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารมากขึ้นอาหารประเภทไขมันสูงและช็อกโกแลต จะทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง
4. สาเหตุทางพันธุกรรมโรคนี้พบได้บ่อยในคนชาวตะวันตกผิวขาว มากกว่าชาวตะวันตกผิวดำและคนเอเชีย
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่มากสามารถรักษาได้โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้
1. ระวังน้ำหนักตัวไม่ให้มากหรืออ้วนเกินไป
2. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา กาแฟน้ำอัดลม น้ำผลไม้หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูงช็อกโกแลต
หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา และการสูบบุหรี่
3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อเย็นปริมาณมากและไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
4. ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดรูปหรือรัดเข็มขัดแน่นจนเกินไป
5. ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง
6. หนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว
7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพยายามหลีกเลี่ยงความเครียดค่ะ
เมื่อปฎิบัติตัวเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรทำอย่างไร
ปัจจุบันมียาหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคนี้เช่น ยาเคลือบกระเพาะอาหารรักษาแผล ได้แก่ ยา antacid ที่มีหลายชนิดยากลุ่มนี้จะช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและใช้ได้ผลในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงหรือมีอาการแสบหน้าอกเป็นครั้งคราวยาลดการหลั่งกรด ที่สำคัญมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่ยา H2 blockers ยากลุ่มนี้สามารถรักษาลดการหลั่งกรดได้บางส่วนและลดอาการได้ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นโรคไหลย้อน ยากลุ่มที่ 2 ได้แก่ยา proton-pump inhibitors ยากลุ่มนี้สามารถลดกรดได้มากกว่ายากลุ่มแรกและลดอาการแสบหน้าอกได้ผล 60-80% ของผู้ป่วยและสามารถรักษาแผลหลอดอาหารอักเสบได้ผล 60-75% ค่ะ
คงไม่น่าสนใดเท่าที่ควร