มีเรื่องราวและเรื่องเล่า ในแต่ละห้วงการเดินทางของผู้คน ทั้งจากความสัมพันธ์ซึ่งรายล้อม และอยู่เบื้องหน้า กับความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่จากการได้มีโอกาสคิดถึงใครสักคนหนึ่ง หลายอย่างของชีวิต ทำให้เราเรียนรู้ถึงพลังแห่งความทรงจำ และความคิดถึง ว่ามีคุณค่าเพียงใดต่อชีวิตเรา

ระยะคิดถึง จึงกำกับชีวิต

อ้างอิง - ภาพ http://burabhawayu.multiply.com/photos

ใครเคยกำเงินเต็มมือเพื่อเดินไปตู้โทรศัพท์

เคยปั่นจักรยานหรือขี่รถเครื่อง

เคยเดินเท้าด้วยใจร้อนรน

เพียงเพื่อต้องการฟังเสียงของใครสักคน หลังจากได้กดเลขหมายจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ กระทั่งรอสายรอใคร จากเพียงเสียงตอบรับของคนซึ่งรอคอย อยากฟังน้ำเสียง อยากบอกกล่าวหรือบอกเล่าความคิดถึง ผู้คนเหล่านั้นในอารมณ์ร่วมเช่นนั้นจะรู้ดี ว่าความคิดถึงนั้น มีอานุภาพเพียงใดต่อจิตใจ หรือคิดถึงอย่างมากมาย แต่ถามได้แค่เพียงว่าวันนี้กินข้าวกับอะไร

ยังไม่นับคนที่รอจดหมายตอบกลับ

ยามเขียนจดหมายฝากรัก

หรือรอคอยจดหมายจากคนรัก รออ่านโปสการ์ดจากแดนไกล รอพัสดุสิ่งของบอกเล่าเรื่องราว ว่าหาซื้อมาได้เพราะอะไร หรือยามต้องนั่งมองตู้จดหมายหน้าบ้าน ว่าไปรษณีย์เจ้าประจำจะมาเจิมตู้ ด้วยจดหมายในดวงใจเมื่อใด ไม่นับรวมการนับลมหายใจตนเอง นับชั่วโมง หรือนับวันรอคอย เหมือนหนึ่งนั่งนับแกะกระโดดรั้วก่อนงีบหลับ

วันนั้นความหมายอันยิ่งใหญ่จะปรากฎ

ความหมายของการรอคอยและคิดถึง

จึงจะบังเกิดขึ้น

ไม่นับรายละเอียดกับความรู้สึกเล็กเล็กน้อยน้อยของชีวิต ยามได้คิดถึง ยามได้นั่งนึกว่าจะพูดอะไรเขียนอะไร คิดไปเรื่อยเปื่อยเป็นตุเป็นตะ ก่อนจะเริ่มต้นอธิบายความเพียงแค่ว่า คิดถึงมากมายเพียงใด

หลายเรื่องราวของการรอคอย  จึงกลายเป็นเพียงตำนานบทเก่า

เมื่อความคิดถึง

ถูกแทนที่ด้วยนิ้วโป้ง

ไม่มีการอารัมภบท ไม่ต้องมานั่งรอ ไม่ต้องครุ่นคิดคำนึงเฝ้าคิดถึง ไม่ต้องเยิ่นเย้อ เพียงแต่กดโทรศัพท์มือถือ รอเพียงคนรับสาย แค่เพียงหงุดหงิดใจจากการรอสายนานเกินไป ก็ได้รับการแก้ไขได้ด้วยเพลงรอสาย หรือเฝ้ากดพิมพ์ข้อความบอกกล่าวความคิดถึงให้เดินทางไปแทนที่คำพูด

สมัยนี้คำว่าคิดถึง กลายเป็นคำพูดยาก

เพราะแค่เพียงรับโทรศัพท์ช้า

ก็พาลให้ต้องน้อยใจ

หรือต้องมานั่งทะเลาะกัน เพียงเพราะคำว่าคิดถึงเกือบจะสูญหายไปจากโลกแห่งการสื่อสาร เมื่อโลกเล็กลง ผู้คนคุยกันได้มากขึ้น เรากลับยิ่งห่างหายไกลกัน โดยไม่นับกับภาวะสูญพันธุ์ของความคิดถึง เมื่อการเก็บบ่ม และเฝ้าถักทอเรื่องราวแห่งความคิดถึงนั้น ได้รับการแทนที่ด้วยเวลาจริง

 

การสูญสลายจากความเงียบงัน

เฝ้ารอคอย และเฝ้าคิดถึง

จะด้วยใจระทึกในดวงหทัยพลัน หรือด้วยใจสั่นเต้นตูมตาม ควานนั่นหยิบนี้ก็คิดถึงไปหมด ทั้งหลายของอาการอันใกล้สูญพันธุ์กำลังเริ่มต้นในยุคสมัยของเรา ยุคที่เราต้องสร้างบทเรียนแห่งการรอคอย เพื่อบอกกล่าวไว้เตือนตนว่า ฤดูกาล ชีวิต ผู้คน และสายลม ล้วนต่างต้องรอคอย เป็นพื้นฐานเสมอ

ครั้งหนึ่งมีโอกาสนั่งฟังตำนานรักของรุ่นพี่

หญิงสาวคนหนึ่งบ้านอยู่บางนา

อยากเห็นหน้าชายคนรัก บ้านอยู่บางขุนพรหม ทำอย่างไรได้ในเมื่อคิดถึง คำตอบจึงมีเพียงนั่งรถมาแอบมองคนรัก จากฝั่งตรงข้ามตึกแถว อยากโทรศัพท์เข้าบ้านเมื่อพูดคุย แต่ไม่กล้าเพราะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อพรุ่งนี้ก็ต้องพบกัน

ทำได้เพียงยืนมองเขาเดินไปเดินมาบนห้อง

เพราะมีเงาในม่าน จึงมองและคิดถึง

ยืนมองเงาคนรักในตู้โทรศัพท์ฝั่งตรงข้าม สายฝนตกเม็ดพรำ สุดท้ายก็นั่งรถกลับบ้าน ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะกลับมาพบเจอกัน เพราะมีวิชาเรียนเดียวกัน แต่ก่อนหน้านั้นความคิดถึงได้เดินทางไปอย่างยาวไกล อาจอ้อมโลกไปได้สักสามสี่รอบ กว่าจะกลับคืนสู่ใจ หรือกระทั่งเดินวนไปวนมาอยู่รอบตัว จนหลับไปจึงจะคลายความคิดถึงได้

ความคิดถึงนั้น จะมากจะน้อยเพียงใด

มิอาจมีใครตอบแทนกันได้

อยู่ที่เจ้าตัวความคิดถึงในดวงใจของใคร จะเป็นคนตอบเอง เหมือนเรานั่งมองแสงดาวในยามฟ้ามืด รู้ว่าอยู่จุดใด เฝ้ามองแต่ไม่อาจเข้าใกล้หรือเอื้อมจับ เหมือนมองไฟเรือไดหมึก ในยามห้วงทะเลมืดมิด รู้ว่ามีเพียงแสงไฟอยู่ห่างไกลกัน จึงรู้เพียงแค่ว่า ในท่ามกลางความมืดมิดของทะเล เราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว

แม้เป็นเพียงแสงไฟริบหรี่

แต่เราก็ยังคงมีความหวัง

เมื่อยามได้คิดถึง