ก่อนที่จะเริ่มเรียนอาจารย์ได้ให้นั่งสมาธิ คิดถึงเรื่องราวดีๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลังจากนั้นก็ให้จับคู่กับเพื่อนเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวดีๆให้เพื่อนฟัง แล้วอาจารย์ก็ให้ผลัดกันเล่าเรื่องราวของคู่ตัวเองให้เพื่อนๆในห้องฟัง นอกจากเราจะได้เรียนรู้เรื่องของการพูดแล้ว ยังทำให้เข้าใจความรู้สึกและความคิดของเพื่อนมากขึ้นตามไปด้วย จากนั้นก็เริ่มบทเรียน อาจารย์พูดถึงเรื่องรูปแบบความรู้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบด้วยกัน
แบบแรกเป็นรูปแบบความรู้ที่เรียกว่า ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ซึ่งได้แก่
- เอกสาร (Document)
- สื่อต่างๆ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 18pt" class="MsoNormal">ซึ่งความรู้ชัดแจ้งสามารถถ่ายทอดออกมาให้อยู่ในรูปตัวหนังสือได้ หรือบันทึกให้อยู่ในรูปแบบของ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ลายลักษณ์อักษรได้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ</p><ol style="margin-top: 0cm">
แบบที่สามารถอธิบายได้
แบบที่สามรถอธิบายได้แต่ไม่อยากอธิบาย
</ol>ส่วนแบบที่สองนั้นเป็นรูปแบบความรู้ที่เรียกว่า ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) ซึ่งได้แก่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">- ทักษะ (Skill)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">- ประสบการณ์ (Experience)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">- ความคิด (Mind of individual)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">- พรสวรรค์ (Talent)</p> ซึ่งความรู้แบบฝังลึกนี้ไม่สามารถถ่ายทอกออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้