ทฤษฎีการเรียนรู้แนว constructivism เริ่มจากสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว มีข้อมูลอยู่ในสมอง นั่นคือจะมีเครือข่ายเส้นใยสมองสำหรับข้อมูลที่เรามีอยู่แล้ว เป็นข้อมูลความสนใจที่ได้รับมาตั้งแต่เล็กจนโต เช่น ความสนใจทางการเมืองก็จะมีเครือข่ายเส้นใยสมองที่เกี่ยวกับการเมืองอยู่ หลังจากนั้นเราจะต้องนำความรู้หรือข้อมูลใหม่ๆ ที่ได้จากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เข้ามาผสมผสาน มาประมวลเข้ากับความรู้เดิมที่เรามีอยู่ แล้วสร้างเป็นความรู้ขึ้นมา เหล่านี้เป็นกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมอง
ต่อไปจะต้องมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สำคัญมาก คือ คำถามของปัญหา “ทำไมจึงต้องรู้” “ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้” เมื่ออยากรู้ว่าทำไม ก็ต้องไปหาข้อมูล ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง ทำให้เด็กอยากจะเรียนรู้ ตรงนี้จะเป็นตัวกระตุ้นสมองให้พร้อมที่จะรับข้อมูล เรียนรู้ข้อมูล และปัจจัยสุดท้ายคือ การเรียนรู้มาจากการพูดคุยกัน แสดงความคิดเห็นกันในลักษณะปฏิสัมพันธ์กันทางสังคม
ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเรามีความรู้แบบหนึ่ง และคิดว่าแบบนี้ควรจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเราไม่พูดคุยกับใครเลย เราก็จะอยู่เฉพาะตัวของเรา แต่ถ้าเราไปพูดคุยกับคนอื่น เราก็จะได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นถึงแม้บางครั้งจะมีการโต้แย้งกัน ถกเถียงกัน แต่ก็ไม่ใช่การเกิดความขัดแย้งที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ได้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้
นั่นคือทฤษฎีการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือแม้แต่เด็กทั่วๆ ไปทุกคนสามารถที่จะเป็นคนที่คิดและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้ กระบวนการจะต้องเกิดขึ้นตลอดเวลาทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน เช่น ในห้องเรียนให้เด็กเอากระดาษมาและเขียนคอลัมน์เป็นแถว 3 ช่อง ช่องแรกให้เขียนว่ารู้อะไรมาแล้ว เช่น เราจะเรียนรู้สังคมไทย รู้จักอะไรบ้างเกี่ยวกับประเทศไทย ให้เขียนมาให้หมด และตามด้วยอยากรู้อะไรอีกเกี่ยวกับประเทศไทย ตรงนี้เป็นสิ่งที่เด็กจะต้องคิด
การรู้อะไรเป็นแค่การดึงเอาความจำหรือข้อมูลเดิมออกมาจากสมอง แต่เมื่อถามว่าอยากรู้อะไรอีก เด็กจะต้องคิดแล้วว่ามีอะไรบ้าง ตรงนี้เป็นการกระตุ้นให้เด็กต้องคิด หลังจากคิดแล้วต้องนำออกมาสังเคราะห์ว่า เมื่อเราอยากรู้ตรงนี้แล้ว เราอยากเรียนอะไรเพิ่มเติมฉะนั้นนี่เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้เด็กคิด
ยกตัวอย่าง เทคนิคที่กระตุ้นการคิดของเด็ก เช่น ถ้าเราสอนแบบบรรยายตั้งแต่ต้นชั่วโมงจนถึงปลายชั่วโมง คือการใส่ข้อมูลไปที่สมองเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าครูยืนสอน และครูก็หยุดระหว่างการสอน และบอกให้จดประเด็นสำคัญที่พูดไปว่ามีอะไรบ้าง โดยให้เด็กปรึกษาหารือกัน เสนอความคิดเห็นอย่างสุภาพ อ่อนน้อม เด็กจะต้องคิดว่าประเด็นที่พูดออกมาเป็นสิ่งที่คิดว่าสำคัญ คือการคิดในกรอบของเขาโดยนำความรู้พื้นฐานมาใช้ ตรงนี้เด็กก็จะได้ทักษะของการปรึกษาหารือกันด้วย
เทคนิคต่อไป คือ การเล่าเรื่องละคร หรืออ่านหนังสือให้เด็กฟัง แทนที่จะถามว่าตัวละครแต่ละคนมีลักษณะอย่างไรบ้าง อาจตั้งคำถามใหม่ว่าลองอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้ง 3 ตัว ว่าสัมพันธ์กันอย่างไร ทำไมถึงสัมพันธ์กันแบบนั้น ก็จะเป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดมากกว่าการจำว่าลักษณะเป็นอย่างไร
อีกเทคนิคหนึ่ง คือ ครูอ่านนิทานให้เด็กฟัง อ่านไปเรื่อยๆ ก่อนจบครูหยุดก่อน แล้วให้เด็กลองเดาว่าจะจบอย่างไร และอธิบายว่าทำไมจึงคิดว่าจะจบอย่างนั้น ซึ่งเด็กจะต้องคิดว่าจะจบอย่างไรดี จะกระตุ้นให้เด็กเกิดการคาดการณ์ซึ่งจะนำเอาประสบการณ์เก่ารวมทั้งข้อมูลใหม่มาประกอบกันและตอบคำถามด้วยเหตุผลว่าทำไม หรือเราอาจให้เด็กไปศึกษาก่อนก็ได้ เช่น ให้เด็กไปศึกษาเรื่องประชากรของประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งจะได้ข้อมูลพื้นฐานมา นี่เป็นการจำเท่านั้น หลังจากนั้นให้เด็กคิดว่านโยบายในเรื่องประชากรของประเทศนั้นๆ ควรจะเป็นอย่างไร นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามความคิดของเขา บางครั้งอาจจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้
เพราะฉะนั้น กระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่าเด็กเป็นศูนย์กลางไม่ใช่เด็กเป็นผู้รับอย่างเดียว หรือไม่ใช่เด็กจะเรียนอะไรตามใจชอบก็ได้ แต่เด็กจะต้องมีส่วนในการที่อยากจะเรียนรู้อะไรด้วย นอกจากนั้น การสร้างหลักสูตรต้องไม่เชิงเป็นหลักสูตรทางวิชาการอย่างเดียว แต่ควรมีกระบวนการให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ นอกเหนือจากวิชาการ แต่อย่างไรก็ตามวิชาการก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่
ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ ครู และด้วยความร่วมมือของพ่อแม่จะต้องเป็นผู้ที่ตั้งคำถามและแนะแนวทางให้แก่เด็ก กระตุ้นให้เด็กเกิดความรู้สึกสงสัย ฉงนสนเท่ห์อยากจะเรียนรู้ ซึ่งจะสะสมไปจนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อยากจะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต
การเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม จะเกิดจากปฏิกิริยาของเรากับโลกภายนอก การมองโลกตามข้อมูลที่เรามีอาจจะไม่เหมือนกับที่คนอื่นมองตามข้อมูลที่เขามีก็ได้ ฉะนั้นการเรียนรู้โดยที่เอาข้อมูลของคนอื่นเข้ามา จะทำให้เราเกิดการเรียนรู้มากขึ้น ได้ข้อมูลมากขึ้น คิดสร้างสรรค์ได้
ที่มา http://www.thaikids.org/brain/brain10.htm
constructivism
เราจะต้องนำความรู้หรือข้อมูลใหม่ๆ ที่ได้จากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เข้ามาผสมผสาน มาประมวลเข้ากับความรู้เดิมที่เรามีอยู่ แล้วสร้างเป็นความรู้ขึ้นมา เหล่านี้เป็นกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมอง
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
กลุ่ม "ทองหลาง" · 30 ต.ค. 2550
ครูนาย · 30 ต.ค. 2550
ครูนาย · 30 ต.ค. 2550
แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช · 30 ต.ค. 2550
ดร. กันยาวีร์ สัทธาพงษ์ · 30 ต.ค. 2550
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูลดีดี
สวัสดีค่ะคุณครูนาย
อ่านแล้วได้แนวคิดดีๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณสายฝน
แนวคิดดีก็จะช่วยส่งเสริมการทำงานให้ดีด้วยค่ะ