บ่ายวันที่ ๔ ต.ค. ๕๐ ผมต้องผละจาก Creativity Workshop ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ ด้วยความเสียดาย ไปทำหน้าที่ประธานการประชุม คณะกรรมการบริหารแผนของ สสส. คณะที่ ๓ ซึ่งก็ประเทืองปัญญาไปอีกแบบ
คณะกรรมการบริหารแผนของ สสส. คณะที่ ๓ นี้ ดูแลแผนสุขภาวะในพื้นที่และชุมชน เป็นงานของสำนักที่ ๓ หรือสำนักพื้นที่และชุมชน ซึ่งล้มลุกคลุกคลานมาตลอด เนื่องจากหาผู้บริหารที่เหมาะสมได้ยาก คือมักได้ผู้อำนวยการสำนักที่เก่งด้านชุมชน แต่ไม่มีทักษะด้านการบริหาร
มาในช่วงปีเศษมานี้ได้สถาปนิกหนุ่ม คือคุณหนุ่ม หรือ ณัฐพงศ์ จารุวรรณพงศ์ มาเป็น ผอ. สำนักที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วาดโครงสร้างการทำงานได้เป็นเยี่ยม แต่ต้องใช้อุตสาหะ วิริยะ อย่างสุดสุด ในการเข้าไปทำความเข้าใจความซับซ้อนในชุมชน และในภาคีของชุมชน วันนี้คุณหนุ่มจัดระบบความคิดออกมาเป็น mind map ที่สุดยอด คือทำให้เห็นภาพ holistic และ dynamism ของภาคีสุขภาวะในพื้นที่และชุมชน
พื้นที่และชุมชนเต็มไปด้วย “โครงการ” ที่ลงไปจากส่วนกลางมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ละหน่วยงานเต็มไปด้วยความหวังดี อยากจะ “ช่วย” ชาวบ้าน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชาวบ้านก็ใช้ความฉลาดของตนในการตอบรับ “โครงการ” หรือความช่วยเหลือนั้น รวมความแล้วก็มักจะได้ผลแบบชั่วครั้งชั่วคราว ไม่เกิดผลสร้างความเข้มแข็งของพื้นที่และชุมชนอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง เงินงบประมาณที่ลงไปในพื้นที่และชุมชนดูจะสูญเปล่าไปมาก เพราะหน่วยงานต่างๆ มักจะต่างหน่วยต่างทำ บางครั้งก็แย่งกันทำ แย่งผลงานกัน แย่งกันปักป้าย แย่งกันถ่ายทีวี แย่งชาวบ้านกัน
คณะกรรมการเห็นพ้องกันว่า กลไกที่สนับสนุนโดย สสส. ควรเป็น “น้ำมันเครื่อง” เพื่อเข้าไปเชื่อมโยงกิจกรรมของหน่วยงานที่หลากหลายในพื้นที่ให้มีการประสานงาน มีการร่วมมือกัน ให้เกิด synergy กัน มองการทำหน้าที่ของ สสส. แบบ OM – Outcome Mapping ใช้ยุทธศาสตร์
- NGO เป็นหน่วยจัดการชุดโครงการ
- ทำงานร่วมกับภาครัฐ
- ใช้เงินทำกระบวนการเพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ เปลี่ยนวัฒนธรรม ของภาคีทั้งหลาย
- ต้องเขียน outcome ให้ชัดเจน
- ทำอย่างไร ไม่ให้ติดกับ bureaucracy แต่เข้าไปเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม แต่ละองค์กรเพื่อลดความแข็งตัว
- ใช้ SS – Success Stories เป็นตัวเดินเรื่อง
- visible success ของกิจกรรมของ สสส. : เกิดการไหลของความรู้ และความสำเร็จข้ามกลุ่ม ข้ามหน่วยงาน
- ต้องการทักษะการจัดการให้แต่ละฝ่ายได้ผลงานเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ถูกแบ่งผลงาน
ผมมองว่าสังคมไทยเวลานี้ พื้นที่/ชุมชน คล้ายๆ เป็นสมรภูมิ เพื่อแย่งชิงประชาชน วิธีการดึงประชาชนมาเป็นพวก คล้ายๆ เข้าไปมอมเมาด้วย “ความช่วยเหลือ” ที่คล้ายเป็นยาพิษ เพราะเป็น “ความช่วยเหลือ” ที่ทำให้ชาวบ้านยิ่งอ่อนแอ ยิ่งต้องพึ่งพา ไม่เกิดความเข้มแข็งให้เป็นตัวของตัวเอง
ผมมองว่า บ้านเมืองเราจะอยู่รอดได้ ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมารวมตัวกันเรียนรู้ในทุกเรื่องที่ตนทำ ถ้าหน่วยงานภาครัฐจะช่วย ก็แค่จัดหา “คุณอำนวย” มาเป็น knowledge facilitator ไม่ใช่มาสอนหรือถ่ายทอดความรู้ และควรให้อิสระแก่ชาวบ้าน ว่าเมื่อไรจะรวมตัวกันเรียนรู้เรื่องอะไร เพื่อผลประโยชน์อะไรของชาวบ้าน คือหน่วยราชการไม่ควร “เอาโครงการมาลง” ให้ชาวบ้าน ไม่ทราบว่าผมมองแบบคนเสียสติหรือเปล่า
คุณณัฐพงศ์ ศึกษางานอยู่ปีเศษก็ร่างผังงานออกมาอย่างสวยงาม แล้วก็จะเดินทางไปเรียนปริญญาเอกต่อที่ประเทศ นอร์เวย์ หมอสุภกร จะให้คุณอุ๋ม (เบญจมาภรณ์ จันทรพัฒน์) ผอ. สำนัก ๗ มารักษาการ ผอ. สำนัก ๓ ผมผิดหวังที่วันนี้ คุณอุ๋มไม่ได้มาประชุมด้วย ผมไม่เชื่อว่างานของสำนัก ๓ จะเกิดความต่อเนื่องได้ด้วยเอกสาร mind map
การประชุมคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๓ ครั้งต่อไปคือวันที่ ๑ พ.ย. จะเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณณัฐพงศ์อยู่ร่วมประชุม ผมฝากคุณณัฐพงศ์ไปบอกคุณอุ๋มว่า ถ้าในการประชุมครั้งหน้าคุณอุ๋มไม่มาร่วมประชุม ผมจะลาออกจากประธานกรมมการชุดนี้ เพราะเห็นว่าการใช้เวลาในงานนี้จะไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ต่อบ้านเมือง เนื่องจากการจัดการภายใน สสส. ไม่มีความต่อเนื่อง
การทำงานแบบเน้น collaboration เน้นความเข้าใจแบบ tacit เน้นความต่อเนื่อง เน้น synergy เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง
วิจารณ์ พานิช
๖ ต.ค. ๕๐
สวัสดีครับอาจารย์
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับ แต่กระแสโลกปัจจุบันนี้มักจะทำให้คนมุ่งมาทางวัตถุนิยมมากขึ้นๆ
ถึงแม้ชาวบ้านระดับรากหญ้าอยากจะเป็นผู้เริ่มต้นอยากเรียนรู้เองได้บางส่วน แต่ก็ยังคงประสบความยากลำบากในการตอบปฏิเสธโครงการต่างๆ ที่หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และต่างประเทศพยายามเข้าไปดำเนินการ ทั้งนี้ก็มาจากหลายๆปัจจัย ซึ่งอาจารย์ก็คงทราบดีครับ
ตราบใดที่ระบบพื้นฐานของประเทศเรายังอาศัยกลไกเดิมๆในการขับเคลื่อน และด้วยภาระมากมายที่หน่วยราชการดำเนินการอยู่ด้วยทรัพยากรที่จำกัด โดยไม่ได้รับการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ทุกฝ่ายที่หวังดีคงยังต้องหาทางที่เหมาะสมต่อไป
สิ่งหนึ่งที่ผมอาจแย้งบ้างก็คือ โครงการหรือกิจกรรมแต่ละชนิดอาจมีความเหมาะสมและมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ถ้าเราเลือกใช้หน่วยขับเคลื่อนที่ถูกต้อง ทาง NGO อาจจะเหมาะในการทำหลายๆกิจกรรมครับ แต่บางกิจกรรมก็อาจจะต้องอาศัยหน่วยงานรัฐ หรืออย่างน้อย เจ้าหน้าที่รัฐที่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยกับชาวบ้านจากตำแหน่งหน้าที่ หรือการงานที่เขาทำมานาน เป็นตัวขับเคลื่อนหลักครับ
อย่างไรก็ตามอันนี้เป็นสิ่งที่ผมได้รับประสบการณ์ (อันน้อยนิด) จากการทำงานด้านเอดส์มาทั้งในกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่างประเทศครับ อาจไม่สามารถเข้าได้กับทุกประเด็นของการสร้างเสริมสุขภาพก็เป็นได้ครับ...
ขอบคุณครับอาจารย์