คุณเคยคิดไหมว่า เรากำลังมองกิจกรรมแบบสามมิติ สองมิติ หนึ่งมิติ หรือเชื่อมโยงกับชีวิตได้อย่างไร

เมื่อเช้า นั่งคุยกรณีผู้ป่วยทางกิจกรรมบำบัด ประเด็นที่ว่า ทำอย่างไรนักกิจกรรมบำบัดจะมีบทบาทที่เข้าถึงองค์รวมของปัญหาการรับรู้และทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตของเด็กพิเศษได้มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับบทบาทของนักฝึกพูด นักจิตวิทยา หรือครูการศึกษาพิเศษ

หลายครั้งที่นักกิจกรรมบำบัดจับเด็กพิเศษมานั่งโต๊ะและจัดกิจกรรมการรักษาในบทบาทที่เด็กพิเศษหลายคนเข้าใจและเรียกว่า "ครูกิจกรรมบำบัด"

ในงานกิจกรรมบำบัดสากล เราไม่จำเป็นต้องแสดงบทบาท "ครูกิจกรรมบำบัด" เท่านั้น เราควรแสดงบทบาทอื่นที่หลากหลายและสอดคล้องกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมที่เด็กพิเศษต้องการ เช่น บทบาทนักกิจกรรมบำบัด หรือ โอที บทบาทเพื่อน บทบาทญาติ เป็นต้น

ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ สื่อการรักษาของการสอนและเรียนรู้ผ่านกิจกรรมบำบัด มีความแตกต่างกับวิชาชีพอื่นๆ โดยเฉพาะกระบวนการเชื่อมโยงมิติหรือมุมมองของบริบทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม

ยกตัวอย่าง เช่น การรับรู้สิ่งของสามมิติสู่สองมิติจากนาฬิกาบนข้อมือ เชื่อมโยงกับนาฬิกาบนอาคารโรงเรียน จนถึงการเขียนภาพนาฬิกาหรือตัวเลขเวลาผ่านกระดาษที่อาจมองเพียงสองมิติ หรือหนึ่งมิติก็ได้

ความสำคัญของการมองแบบนี้ นำมาฝึกฝนเด็กพิเศษให้มีการเขียนหนังสือได้สัมพันธ์กับบริบท คือ ไม่เขียนกลับหัวกลับหาง ไม่เขียนนอกเส้นมากจนเกินควร ไม่เขียนวาดรูปนาฬิกาได้หลายมิติ