รู้จักลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องจากการเกิดโครงการพระราชดำริ

                พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราชมีอาณาเขตครอบคลุม พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอปากพนัง อำเภอเชียรใหญ่  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอหัวไทร อำเภอจุฬาภรณ์  อำเภอร่อนพิบูลย์  และพื้นที่บางส่วนเป็นของอำเภอลานสกา   อำเภอพระพรหม อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของอำเภอควนขนุน อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง และอำเภอระโนด ในจังหวัดสงขลา คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 1,937,500  ไร่  ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่นาข้าว กว่า 500,000 ไร่ มีประชากรประมาณ 600,000 คน ลุ่มน้ำแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่มีความอุดมสมบูรณ์   ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเพาะปลูกโดยอาศัยน้ำจากแม่น้ำปากพนัง และมีการทำนามากที่สุด ลุ่มน้ำปากพนังจึงเป็นแหล่งปลูกข้าวของภาคใต้ เป็นศูนย์กลางของความเจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน รวมทั้งเป็นเมืองท่าในการขนส่งสินค้ากับต่างประเทศ จนเป็นที่รู้จักของผู้คนอย่างกว้างขวางในนาม  เมืองแห่งอู่ข้าวอู่น้ำ

ต่อมาลุ่มน้ำปากพนังที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับมีปัญหาหลายประการเกิดขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดครั้งแรกคือการเกิดพายุมหาวาตภัยปี 2505   ซึ่งมีฝนตกหนักมาก น้ำป่าหลากลงมาไล่น้ำเปรี้ยวจากพรุควนเคร็งลงแม่น้ำปากพนัง  น้ำเอ่อท่วมสองฝั่งแม่น้ำและแช่ขังอยู่นาน  ทำให้ดินกายเป็นดินเปรี้ยว(ประทีป กรีดแก้ว. 2548)  ต้นไม้ในป่าล้มราบ และเสียหายมาก  เป็นโอกาสให้มีการบุกรุกถางป่าทำสวนยางพาราอย่างมากมาย  น้ำจืดที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำนามีปริมาณน้อยลง  เนื่องจากป่าต้นน้ำถูกทำลายมาก ทำให้มีน้ำฝนไหลลงมาตามคลองสายหลักของลุ่มน้ำน้อยใหญ่เป็นลำดับ น้ำทะเลจึงหนุนลึกเข้ามาถึงบริเวณพื้นที่ทำนาที่เคยเป็นเขตน้ำจืด ประกอบกับการทำนาในยุคที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ต้นทุนในการทำนาสูงในขณะที่ราคาข้าวต่ำ  โดยน้ำทะเลจะหนุนสูงในช่วงที่น้ำจืดจากเหนือแม่น้ำไหลมาน้อย  จากการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาแผนการใช้ที่ดินลุ่มน้ำปากพนัง (บัณฑิต  ตันศิริ และคณะ 2542 :17) ช่วงเดือนเมษายน  2537 น้ำเค็มรุกล้ำขึ้นไปถึงอำเภอชะอวด ซึ่งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำปากพนังประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งความเค็มในแม่น้ำปากพนังเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นรวมปัญหาราคาและผลิตข้าวที่เริ่มมีปัญหา  ทำให้เกษตรกร  ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังต้องปรับเปลี่ยนหลากหลายมากยิ่งขึ้น  เช่น   ทำสวนผลไม้ยกร่อง  ผักยกร่อง  นากุ้ง  นาข้าว  ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น  ลักษณะเช่นนี้จึงเห็นได้แล้วว่าลุ่มน้ำปากพนังที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาคเริ่มเปลี่ยนแปลงไป  การปรับเปลี่ยนอาชีพมีจำนวนมากขึ้นโดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง   สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกร  ทั้งนี้การเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังก็เพื่อจัดการเรื่องน้ำโดยตรง และเพื่อพลิกฟื้นลุ่มน้ำปากพนังให้กลับมาเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ในการทำการเกษตรอีกครั้ง แต่โครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหญ่ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือมีลักษณะเดียวกันตลอดทั้งพื้นที่ กล่าวคือ เป็นโครงการที่ต้องการแยกน้ำจืดและน้ำเค็มออกกันอย่างชัดเจน โดยการสร้างประตูระบายน้ำขนาดใหญ่ปิดกั้นแม่น้ำปากพนัง  เพื่อกั้นไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าสู่แม่น้ำปากพนัง โดยการสร้างประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ และประตูย่อยตามคลองสาขาต่างๆ ได้แก่  ประตูระบายน้ำคลองฉุกเฉิน ประตูระบายน้ำคลองท่าพะยา ประตูระบายน้ำคลองหน้าโกฏิ  ประตูระบายน้ำคลองปากพนัง (บ้านเสือหึง) และประตูระบายน้ำคลองชะอวดแพรกเมือง  ซึ่งทุกประตูระบายน้ำจะควบคุมและปิดกั้นเขตน้ำจืดกับน้ำเค็มอย่างชัดเจน ซึ่งลักษณะดังกล่าวขัดแย้งกับระบบนิเวศของลุ่มน้ำปากพนังแต่เดิมซึ่งมีความหลากหลาย อย่างน้อยก็มีลักษณะของระบบนิเวศ 3 น้ำ ที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายในแต่ละพื้นที่ ชาวบ้านได้สร้างสรรค์วิถีชีวิตของตนเองอย่างสอดคล้องกับลักษณะระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นถึงแม้โครงการจะมีประโยชน์ต่อเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ต้องการน้ำจืดสำหรับการเกษตร แต่ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ต้องรับผลกระทบจากการที่น้ำกร่อยและน้ำเค็มต้องกลายเป็นน้ำจืด เช่น กลุ่มทำจากที่ต้องการน้ำกร่อย กลุ่มทำประมงในแม่น้ำและในคลองที่ต้องการน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็มตามสภาพธรรมชาติของแต่ละฤดูหรือแต่ละเดือน และกลุ่มทำนากุ้งที่ต้องการน้ำเค็มในระดับที่ไม่สูงจนเกินไปและไม่ต่ำจนเกินไป (ความเค็มระดับ 15-25) โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเริ่มเก็บกักน้ำตามหลักการแยกน้ำจืดน้ำเค็มตั้งแต่ปี พ..2542  และในปี พ.. 2542 มีประกาศจังหวัดนครศรีธรรมราชออกตามมติคณะรัฐมนตรีห้ามเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตน้ำจืด ถึงแม้เกษตรกรในเขตดังกล่าวจะไม่หยุดเลี้ยงทันทีตามประกาศ  และทางราชการจะอนุโลมก็ตาม  แต่ในที่สุดเกษตรกรก็ทยอยหยุดเลี้ยง  ทั้งนี้เนื่องจากระบบน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปไปจากการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งเป็นการฝ่าฝืนประกาศของทางจังหวัดที่ห้ามเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตนำจืดด้วย  โดยเกษตรกรที่หยุดเลี้ยงกุ้งไม่ค่อยเต็มใจนัก เงื่อนไขสำคัญที่สุดของการหยุดเลี้ยงกุ้ง  ได้แก่  การไม่มีทุนและระบบน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับผู้เลี้ยงกุ้งรายใหญ่หลายรายพยายามเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อให้มีการเลี้ยงกุ้งต่อไปและให้คืนระบบน้ำแบบเดิมกลับคืนสู่แม่น้ำลำคลอง  แต่โดยภาพรวมแล้วชาวนากุ้งส่วนใหญ่ซึ่งเป็นรายย่อยต่างต้องหยุดเลี้ยงกุ้ง  และต้องดิ้นรนปรับตัวด้านอาชีพเพื่อหาทางอยู่รอด โดยนากุ้งถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่ทั่วไป  ประกอบกันเป็นพื้นที่ที่กว้างขวาง  ในขณะที่การปรับตัวไปสู่อาชีพอื่นๆ  ก็ไม่ทำให้ครัวเรือนมีรายได้ที่ดีขึ้นและยังเกิดปัญหาทางสังคมตามมาอีกมากมาย เช่น ครอบครัวต้องกระจัดกระจายไปอยู่คนละที่เพื่อทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว  ชาวบ้านบางส่วนจึงเริ่มเคลื่อนไหวที่จะใช้นากุ้งที่ทิ้งร้างไว้ให้เป็นประโยชน์ โดยเห็นการทดลองใช้ประโยชน์หลายลักษณะที่แตกต่างกัน  เช่น การเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ  การยกร่องปลูกผัก  การยกร่องปลูกปาล์มน้ำมัน  การทำนาข้าว  ไม้ผลยกร่อง โดยได้ศึกษาจากพื้นที่ที่ทำมาแล้วและนำมาพัฒนา  และกลุ่มที่ทำมาแต่ดั้งเดิมและได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตินาข้าวและนากุ้ง  รวมทั้งระบบน้ำที่เปลี่ยนแปลง  เป็นต้น