คาถาประพันธ์ก่อนจบสิงคาลกสูตรต่อจากครั้งก่อน (ดู เล่า...๓๔ ) จะว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับ ยศ ซึ่งพระองค์ทรงประพันธ์ไว้ ๓ นัย
คำว่า ยศ ก็คือ ชื่อเสียง ความมีหน้ามีตา เป็นที่นับถือยกย่อง เทิดทูน อะไรทำนองนี้ของสังคมนั้นๆ... ผู้อ่านทุกท่านลองตรวจสอบตัวเองว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมตามนัยใดบ้าง โดยนัยแรกเริ่มต้นว่า...
- บัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นคนละเอียดและมีไหวพริบ มีความประพฤติเจียมตน ไม่ดื้อกระด้าง ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ....
สำหรับผู้เขียนเอง ตามนัยแรกนี้ มีข้อบกพร่องเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ บัณฑิต ซึ่งแปลว่าผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา แต่ผู้เขียนก็ดำเนินชีวิตโง่บ้าง บ้าๆ บอๆ บ้าง และฉลาดบ้างในบางคราวเท่านั้น.... มีศีล ผู้เขียนก็ธรรมดาไม่เด่นแต่ก็ไม่ถึงกับเสื่อมเสีย... ละเอียดและมีไหวพริบ ผู้เขียนก็คุ้มดีคุ้มร้าย ไม่แน่นอนสำหรับข้อนี้... ความเจียมตัว หรือ ไม่ดื้อกระด้าง รู้สึกว่าผู้เขียนจะไม่เป็นอย่างนั้น คือตรงกันข้ามกับคุณสมบัติข้อนี้อย่างชัดเจน...
เมื่อตรวจสอบตัวเองด้วยตัวเอง ผู้เขียนคิดว่า ไม่ผ่านสำหรับคุณสมบัติตามนัยนี้ นั่นคือ ความเป็นผู้มียศของผู้เขียน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามนัยนี้ ก็ต้องไปดูนัยอื่นต่อไป....
..............
- คนหมั่นไม่เกียจคร้าน ย่อมไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหลาย คนมีความประพฤติไม่ขาดสาย มีปัญญา ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ ...
สำหรับท่านอื่นที่ไม่ผ่านตามนัยแรกเหมือนผู้เขียนก็ลองมาดูนัยนี้ต่อไป... คนหมั่นไม่เกียจคร้าน คือเป็นคนขยันนั่นเอง แต่ผู้เขียนก็ขยันเป็นบางเรื่องบางคราวเท่านั้น.... ย่อมไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหลาย แต่ผู้เขียนก็ค่อนข้างจะหวั่นไหวเสมอ (มีลูกบ้าไม่เกรงหน้าอินท์หน้าพรหมเพียงบางครั้งเท่านั้น)... ความประพฤติไม่ขาดสาย ก็คือ ขยันก็ขยันจริงๆ ไม่หวั่นไหวก็ไม่หวั่นไหวจริงๆ โดย มีปัญญา เป็นคุณสมบัติคอยควบคุมให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ แต่ผู้เขียนก็จัดอยู่ในจำพวกผีเข้าผีออก... ประมาณนั้น
สรุปว่า นัยที่สองนี้ ผู้เขียนตรวจสอบตัวเองแล้วก็ยังไม่ผ่าน ท่านอื่นๆ ก็ลองตรวจสอบตัวเองดูเช่นกัน... ถ้าไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร ลองไปดูอีกนัยหนึ่ง...
............
- คนผู้สงเคราะห์แสวงหามิตรที่ดี รู้เท่าทันที่เขากล่าว ปราศจากความตระหนี่ เป็นผู้แนะนำแสดงเหตุผลต่างๆ เนืองๆ ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ ...
พอมาถึงนัยสุดท้ายนี้ ผู้เขียนก็บอกตัวเองว่า ใช่เลย ! นี้แหละใกล้เคียงที่สุดสำหรับตัวผู้เขียนเอง... สงเคราะห์แสวงหามิตรที่ดี ผู้เขียนมีเพื่อนหลากหลาย ไม่รู้ว่าคนอื่นจะว่าเขาเป็นคนอย่างไร แต่โดยมากที่คบหากันมานานๆ ผู้เขียนก็ต้องยืนยันว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดี และการที่สามารถคบหากันมานานๆ ได้ แสดงว่าผ่านการ สงเคราะห์ ซึ่งกันและกันมานาน ข้อนี้จึงน่าจะผ่านสำหรับผู้เขียน...
รู้เท่าทันที่เขากล่าว ข้อนี้ก็น่าจะเป็นไปได้ การเข้าใจถ้อยคำและองค์ประกอบของถ้อยคำอย่างรวดเร็วน่าจะเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้เขียน (แม้จะซือบื้อไปบ้างเป็นบางคราว)... ปราศจากความตระหนี่ ข้อนี้ผู้เขียนก็เข้าข้างตัวเองว่า น่าจะมีน้ำใจต่อพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่บ้าง ผู้เขียนจึงไม่ค่อยมีปัจจัย (เงิน) เก็บเป็นของส่วนตัวมาตั้งแต่เกิด...
แนะนำแสดงเหตุผลต่างๆ เนืองๆ ข้อนี้แหละที่ผู้เขียนน่าจะเด่นที่สุด ดังเช่น ตอนเรียนหนังสือก็มักจะเป็นติวเตอร์เพื่อนๆ เวลาใกล้สอบในบางวิชา... ในห้องเรียนก็มักจะช่วยถามแทนเพื่อน ในเมื่อเพื่อนตั้งคำถามแล้วอาจารย์ไม่เข้าใจ... หรือปัจจุบันนี้ ผู้ที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว มักจะมาปรึกษาในบางกรณีเสมอ มักจะมิใช่มาเยื่ยมตามปกติทั่วไป....
ดังนั้น สรุปว่า ความเป็นผู้มียศ สำหรับผู้เขียน กล่าวคือ การยอมรับนับถือ ความมีหน้ามีตา หรือชื่อเสียงเป็นต้น... (ถ้าจะพอมีอยู่บ้าง) ก็น่าจะเกิดขึ้นจากคุณสมบัติตามนัยสุดท้ายนี้เป็นหลัก ส่วนนัยอื่นๆ เพียงสนับสนุนนัยนี้เท่านั้น... ประมาณนี้
...........
ผู้เขียนคิดว่า คาถาประพันธ์ว่าด้วย ความเป็นผู้มียศ นี้ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนทั่วไป จึงลองตรวจสอบตัวเอง ส่วนท่านอื่นๆ ที่ได้อ่านก็ลองตรวจสอบตัวท่านเองด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ดู ก็อาจตอบคำถามตัวเองได้...
อนึ่ง เมื่อมองคนในสังคมทั่วไป บางคนที่มียศ มีชื่อเสียง หรือได้รับการยอมรับนับหน้าถือตานั้น เขาคงจะมีคุณสมบัติเหล่านี้ ซึ่งอาจเด่นด้วยนัยหนึ่งนัยใดตามที่ว่ามานี้... ดังนั้น ความเป็นผู้มียศ จึงอาจเกิดได้จากคุณสมบัติหลายนัย โดยประการฉะนี้
และสุดยอดของการที่จะรักษายศไว้ได้ หรือความเป็นอยู่ในสังคมให้มั่นคงก็คือ หลักมนุษย์สัมพันธ์ ดังนั้น ในคาถาประพันธ์ตอนต่อไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึง สังคหวัตถุ ๔ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นหลักมนุษย์สัมพันธ์ของพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป....
กราบนมัสการ
บางครั้งอยู่ในที่มีแต่ "ยศ" ก็รู้สึกไม่ค่อยอยากได้ยศเท่าใดนักครับ แต่ที่ได้มาคงเป็นเพราะเหตุซึ่งอาจจะมีสั่งสมในอดีตกาลนะครับ
กราบอนุโมทนา ติดตามอ่านเสมอครับ
นมัสการด้วยความเคารพ
พลเดช วรฉัตร
คงจะเป็นไปทำนองที่ท่านทูตว่า...
ยศ แม้จะมิใช่ ตำแหน่ง แต่คุณภาพก็อาจแตกต่างกันไป อาจเจริญหรือเสื่อมได้เช่นเดียวกัน... พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เจริญพร
รักชาติ ท. บ. พล ทหาร
ในวรรณคดีบาลี จะมีคำว่า มเหสักโข คือ ผู้ยิ่งใหญ่มาก และ อัปเปสักโข คือ ผู้ยิ่งใหญ่น้อย ... พอเทวดาผู้มเหสักโขมา เทวดาที่เป็นอัปเปสักโขก็ต้องถอยไม่อยู่ข้างหลัง นิทานที่ว่าด้วยเรื่องทำนองนี้มีเยอะ...
ธรรมเนียมนี้ก็คงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมทหารตำรวจ จะเห็นได้ชัดเจนที่สุด... ตอนไปกิจนิมนต์ในค่ายคอหงส์ เคยสังเกตว่า ถ้างานระดับกองร้อย จะมีร้อยเอกหรือพันตรีนั่งหน้า และมีร้อยโทแนบข้าง ส่วนนายสิบก็นั่งหลัง... ถ้าเป็นงานระดับกองพัน หรือสูงขึ้น ก็มียศสูงๆ ขึ้นนั่งหน้า...
และเคยประสบกับตัวเอง ในงานศพในวัดที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีระดับพลเอกมาจำนวนมาก (ทหารเต็มวัด)... หลวงพี่สวดศพเสร็จก็เดินออกมา ผ่านเงามืดใกล้ตู้โทรศัพท์ เห็นทหารนายหนึ่งยืนสูบบุหรี่อยู่หนึ่งนาย ...
ชำเลืองดูที่บ่า เห็นสองดาวครอบมงกุฎและมีช่อฯ รับเบื้องล่าง รู้ว่าเป็น พลตรี (หลวงพี่เคยเรียนนศท.ได้ ๓ ปี มียศสิบเอก จึงพอมองยศทหารรู้เรื่องนิดหน่อย)... หลวงพี่จึงคิดว่า สงสัยว่าภายในศาลาระดับพลเอก พลโทนั่งเต็มหมด พลตรี จึงไม่มีที่นั่ง....
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น จึงรู้ว่า นี้เป็นเรื่องธรรมดา...
............
อนึ่ง ยศ ตามนัยที่เล่ามา มิใช่ยศตามสังคมไทยปัจจุบัน... แต่เป็นความหมายกว้างๆ หมายถึง การยอมรับนับถือ ความมีหน้ามีตา หรือชื่อเสียง... ประมาณนี้
เจริญพร
-/\-นมัสการค่ะ
บัณฑิต ซึ่งแปลว่าผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ตัวเองกำลังพยายามดำเนินตามวิถีนี้อยู่ค่ะ โดยพยายามฟังผู้ที่เป็นบัณฑิต
มีศีล ....พยายามรักษาศีล5 แต่มีปัญหากับข้อ4เรื่องวาจาเพ้อเจ้อส่อเสียดไร้สาระเวลาไม่ได้ดังใจ(โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด)ค่ะ
ละเอียดและมีไหวพริบ บางครั้งรู้สึกว่าละเอียดไปจนรู้สึกแปลกแยก บางครั้งก็สับเพล่าแบบไม่น่าเชื่อ
ความเจียมตัว หรือ ไม่ดื้อกระด้าง ข้อนี้น่าจะ 50/50 นะคะ
-/\-นมัสการค่ะ
พัชรา
..........การเข้าใจตัวเอง.......
อาตมาว่าสำคัญที่สุด....จึงลองพิจารณาตัวเอง
ใครได้เข้ามาอ่านก็ลองพิจารณาตัวเอง ดังเช่นคุณโยมเป็นต้น
เจริญพร