วิสาขบูชา

พิธีวิสาขบูชา          วิสาขบูชา  แปลว่า  การบูชาในวันวิสาขะ  คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖  เป็นการบูชาพิเศษ  เพราะเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา  เพราะเป็นวันประสูติ, ตรัสรู้และเสด็จดับขันธปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า  ซึ่งตรงกันทั้ง ๓ สมัยกาลประวัติตอนประสูติ                พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั้น  เป็นกษัตริย์โดยพระชาติและโดยพระวงศ์เป็นโคตมวงศ์  โดยชาติภูมิเป็นชาวศักยะ  ประสูติก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี  ในมัธยมประเทศ  เป็นพระโอรสของพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ (ปัจจุบันเรียกว่า เนปาล)  และพระนางศิริมหามายา  ในวันประสูตินั้นเล่าไว้ว่า  ครั้นพระนางศิริมหามายาทรงพระครรภ์บริบูรณ์แล้ว  ทรงประสงค์จะเสด็จไปเมืองเทวทหะนครอันเป็นชาติภูมิแห่งพระองค์  เมื่อกราบทูลลาพระราชสวามี  ได้รับอนุญาตแล้ว  ครั้นเวลาบุพพัณหสมัย(เวลาเช้า)  ในวันวิสาขบุรณมีดิถีเพ็ญเดือน ๖  พระนางเจ้าเสด็จจากพระนครไปถึงป่าไม้รัง  อันชื่อว่าลุมพินีวัน  อันมีอยู่แทบหนทางในพระนครทั้ง ๒  แต่ใกล้ไปข้างเมืองเทวทหะนคร  เป็นสถานอันควรแก่ทัศนาการ  พระนางเจ้าจึงโปรดให้แวะชม  ครั้นไปถึงใต้ต้นมงคลสาลพฤกษ์ (ไม้รัง) ก็ทรงประชวรพระครรภ์  ประสูติพระมหาบุรุษจากพระครรภ์ ณ สถานที่นั้นครั้นความทราบถึงพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์  บรมราชสวามีและพระเจ้ากรุงเทวทหะ  กษัตริย์ทั้ง ๒ พระนครก็ทรงปรีดีโสมนัสส์  โปรดให้จัดกระบวนแห่พระมหาสัตว์  และพระนางเจ้าคืนเข้ากรุงกบิลพัสดุ์ประวัติตอนตรัสรู้                พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายทรงได้รับทำนุบำรุงอบรมมาเป็นอันดี  ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์  ตราบเท่าทรงพระเจริญวัย  ทรงมีพระชายานามว่า ยโสธรา(พิมพา) ครั้นกาลต่อมามีพระโอรสด้วยพระชายา  พระโอรสนั้นมีนามว่า  ราหุล  อนึ่งด้วยอำนาจพระบารมี  ที่ทรงบำเพ็ญในอดีตมาตักเตือนพระหฤทัยและทรงประกอบด้วยพระปัญญาอันว่องไว  จึงทำให้ทรงมีพระอัธยาศัยหน่ายในความเป็นอยู่  อันเพลิดเพลินด้วยกามคุณารมณ์เกิดแล้ว  ก็แก่  ก็เจ็บ  ก็ตายไปเปล่า ๆ  ทรงพิจารณารอบคอบถึงความเป็นอยู่ของคนทั่วไป  ก็ทรงเบื่อหน่ายยิ่งขึ้น  พระองค์มีพระกรุณาใหญ่ในมหาชน  ทรงดำริจะหาประโยชน์ให้แก่เขา  เพื่อปฏิบัติคุณงามความดีโดยทางถูกต้อง  ก็ทรงมองเห็นการบวชว่าเป็นทางทำประโยชน์ได้ยิ่งใหญ่  เพราะฆราวาสวิสัย  เป็นเสมือนทางแคบ  เป็นทางมาแห่งธุลีคือเรื่องกวนใจนานัปการ                ด้วยการพิจารณาดังนี้  จึงทำให้พระองค์มีพระหฤทัยเบื่อหน่ายสิ้นอาลัยในฆราวาสสมบัติ  ทรงตัดสินพระมนัสเสด็จออกทรงผนวช  ถือเพศเป็นนักบวชและเลี้ยงชีพอย่างง่าย ๆ แล้วเสด็จไปศึกษาลัทธิสมัยของพราหมณ์คณาจารย์เจ้าลัทธิในสมัยนั้น  ทรงเห็นว่าไม่เป็นทางให้ตรัสรู้ธรรมพิเศษจึงเสด็จออกจากหมู่คณาจารย์  ไปทดลองแก้ไขโดยลำพังพระองค์เอง  จนได้ความพอพระหฤทัย  ว่าได้ตรัสรู้แล้ว ณ สถานที่คือไม้ศรีมหาโพธิ์  ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา  เสนานิคม  จังหวัดอุรุเวลา  ในวันวิสาขบุรณมีประวัติในตอนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน                พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั้น  ครั้นได้ตรัสรู้แล้วทรงบำเพ็ญพุทธกิจ  โปรดบรรพชิตคือปัญจวัคคีย์ ๕ รูป  มีพระโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า  เมื่อมีผู้นับถือเพิ่มขึ้น  ก็ทรงส่งไปประกาศศาสนาในคามนิคมชนบทราชธานีต่าง ๆ  จนพระศาสนาจำเจริญแพร่หลาย  ทรงแสดงธรรม  บัญญัติพระวินัยเพื่อผลอันไพบูลย์  ฯลฯ                ครั้นเมื่อพระชนมายุได้  ๘๐ ปี ณ สวนป่ารัง  ฟากแม่น้ำหิรัญญวดี  อันเป็นที่แวะพักของมัลลกษัตริย์ใกล้เมืองกุสินารา  พระองค์ทรงประทับบรรทมบนก้อนหินในระหว่างต้นรังทั้งคู่หันศีษระไปทางทิศเหนือ  บรรมทมโดยเบื้องขวาเป็นอนุฏฐไสยาสน์  ประทานโอวาท ณ ที่นี้  ซึ่งควรนำมากล่าว คือ                อานนท์  ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกาใดประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม  ปฏิบัติชอบยิ่ง  ปฏิบัติตามธรรมอยู่  ผู้นั้นชื่อว่าย่อมสักการะเคารพนับถือบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันสูงสุด...                สุภัททะ ก็ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ พึงอยู่โดยชอบเถิด โลกก็จะไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย                อานนท์ ธรรมที่เราแสดงแล้วก็ดี วินัยที่เราบัญญัติแล้วก็ดี แก่พวกเธอทั้งหลาย   ธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสนาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว                นอกจากนี้  โปรดประทานปัจฉิมวาจาไว้ว่า                ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด                ต่อจากนั้น  ทรงนิ่งไม่ตรัสอีก  ทรงเข้าปฐมฌานไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ  เรียกว่า อนุโลม  แล้วย้อนขึ้นไปอีกโดยลำดับจนถึงปฐมฌาน  เรียกว่าปฏิโลม  แล้วย้อนขึ้นไปอีกโดยลำดับ ๆ จนถึงจตุตถฌาน  เสด็จดับขันธปรินิพพานในเมื่อออกจากจตุตถฌานนั้น