ทับทิมสารพัดประโยชน์

ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์

ชื่อวิทยาศาสตร์ Punica granatum Linn.

ชื่อวงศ์ Punicaceae

ชื่ออังกฤษ Pomegranate

ชื่อท้องถิ่น เซี๊ยะลิ้ว, พิลา, พิลาขาว, มะก่องแก้ว, มะเก๊าะ, หมากจัง

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  1. สารสำคัญในการออกฤทธิ์แก้อาการท้องเสีย

เปลือกผลทับทิมมี tannin (1) มีฤทธิ์ฝาดสมานในการแก้อาการท้องเสีย (2)

  1. ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย

            สารสกัด 80% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ความเข้มข้น 100 มคก./มล. มีฤทธิ์ต้านเชื้อ Bacillus anthracis, Proteus vulgaris, Salmonella paratyphi A แต่ไม่ต้านเชื้อ E. coli, Shigella sonnei, Staphylococcus  aureus และ Vibrio cholerae (3)  สารสกัดอะซีโตนจากลำต้น ไม่ระบุความเข้มข้น มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus, S. albus, E. coli, Salmonella B, S. typhosa, S. newport, Shigella  flexneri และ Sh. flexneri 3A  สารสกัดน้ำจากลำต้นก็มีฤทธิ์ต้านเชื้อที่กล่าวมาเช่นเดียวกับสารสกัดอะซีโตน ยกเว้นไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus และ Sh. flexneri 3A (4)  สารสกัด 95% เอทานอลจากเปลือกต้น ความเข้มข้น 25 มก./หลุม สามารถต้านเชื้อ B. cereus, E. coli, P. vulgaris, Sh. dysenteriae, S. aureus, S. epidermidis  และ Yersinia enterolitica (5) สารสกัดเอทานอลจากใบและลำต้น ความเข้มข้น 2.5 มก./แผ่น มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus, S. epidermidis, P. mirabilis และ E. coli (6) 
    
            สารสกัดด้วยน้ำเกลือ ความเข้มข้น 1-40 (7) และสารสกัด 70% เอทานอล ความเข้มข้น 250 มก./มล. จากใบ (8) มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus สารสกัด อะซีโตนและสารสกัด 95% เอทานอลจากใบ ไม่ระบุความเข้มข้น มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus, S. albus, Salmonella B, S. typhosa, S. newport, E. coli, Sh. flexneri และ Sh. flexneri 3A สารสกัดน้ำจากใบก็มีฤทธิ์ต้านเชื้อที่กล่าวมาเช่นเดียวกัน ยกเว้นไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus และ Sh. flexneri 3A (4) 
    

สารสกัดด้วยน้ำร้อนจากผล ความเข้มข้น 62.5 มก./มล. (9, 10), 200 มก./มล. (11) และ สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 0.2 มล./แผ่น (12) สามารถต้านเชื้อ S. aureus (9, 11), E. coli (9), S. typhi (10), S. albus (12), Pseudomonas aeruginosa, P. mirabilis (11) และ P. vugaris (12) ได้ สารสกัดเอทานอลจากผล ความเข้มข้น 0.2 มล./แผ่น มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus, S. albus, P. vulgaris, E. coli และ S. gallinarum (12) สารสกัด 90% เอทานอลจากผล มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งเชื้อได้ (MIC) เท่ากับ 62.5 มคก./มล. แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ B. subtilis และ E. coli (13) สารสกัดเมทานอลจากผล ความเข้มข้น 1000 มก./มล. มีฤทธิ์ต้านเชื้อ E. coli, B. subtilis, B. cereus, B. coagulans และ S. aureus (14) สารสกัดเดียวกันนี้ที่ความเข้มข้น 0.01% (v/v) จะมีผลทำให้เชื้อ S. aureus เจริญเติบโตช้าลง ขณะที่ความเข้มข้น 1% จะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตได้ดี และที่ความเข้มข้น 0.05% พบว่ามีผลยับยั้งการสร้างสาร enterotoxin A ของแบคทีเรียได้ (15)

            ยาต้มจากเปลือกผล มีฤทธิ์ต้านเชื้อ Vibrio chlorerae (16)  สารสกัดน้ำจากเปลือกผล ความเข้มข้น 60 มคก./จานเพาะเชื้อ (17), 10 มก./มล. (18), 8 มก./มล.  (19) และ 58 มก./มล. (20)  มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus (17, 18, 20), E. coli (19, 20), P. mirabilis (17), Sh.  sonnei, Sh. Flexeri, Salmonella sp. (19), B. cereus  และ P.  aeruginosa (20) ได้   สารสกัดน้ำจากเปลือกผล ความเข้มข้น 2.5 มก./แผ่น (21, 22)  สามารถต้านเชื้อ E. coli, P. aeruginosa, S.  iondons, Sh. boydii  (21), S.  aureus ที่ดื้อต่อยา methicillin (MRSA) และ S. aureus (22) ได้ โดยมีค่า MIC และค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ฆ่าเชื้อได้ (MBC) ต่อเชื้อ MRSA เท่ากับ 0.4-1.6 และ 6.3-12.5 มก./มล. ตามลำดับ และต่อเชื้อ S. aureus เท่ากับ 0.4 และ 6.3 มก./มล. ตามลำดับ (22)  สำหรับค่า MIC ต่อเชื้อ E. coli  มีค่า  0.09-1.56 มก./มล. (23)  นอกจากนี้สารสกัดน้ำที่ความเข้มข้น 25 มก./มล. ยังมีผลเพิ่มการรวมกลุ่มกันของแบคทีเรีย (23)  สารสกัดน้ำจากเปลือกผล  ไม่ระบุความเข้มข้น  มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในตระกูล Aeromonas, Escherichia, Salmonella และ Vibrio (24)  ได้  สารสกัดละลายน้ำจากเปลือกทับทิม ความเข้มข้น 10 มก./มล. มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus, E. coli และ B. cereus โดยมีความแรงในการต้านเชื้อแบคทีเรียเทียบเท่า 60% ของกรดแทนนิก (25)  เมื่อนำสารสกัดนี้มาใช้เป็นองค์ประกอบในสบู่เหลวฆ่าเชื้อ พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียทั้ง 4 ชนิดนี้ได้เช่นกัน และเมื่อนำมาทดสอบกับเชื้อที่แยกได้จากคนไข้ ได้แก่ S. aureus, E. coli, B. cereus, S. typhi และ Sh. flexneri  พบว่าสามารถต้านเชื้อเหล่านี้ได้ และในการประยุกต์ใช้กับผิวหนัง พบว่าจุลินทรีย์บนมือของอาสาสมัคร 35 คน ลดลงภายหลังจากฟอกด้วยสบู่เหลวชนิดนี้ (26)  ขณะที่สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่ระบุส่วนที่ใช้และความเข้มข้น มีฤทธิ์ต้านเชื้อ B.  cereus  และ S.  aureus (27)

            สารสกัดเมทานอลจากเปลือกผล ความเข้มข้น 60 มคก./จานเพาะเชื้อ (17), 8 มก./มล. (19) และ 10 มก./มล. (28) มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus (28), E. coli (19, 28), P. mirabilis (17), Sh.  sonnei, Sh. flexeri และ Salmonella sp.(19)  สารสกัด 70% เอทานอลจากเปลือกผล ความเข้มข้น 250 มก./มล. (8) และ150 มก./มล. ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่มอัลคาลอยด์ ฟลาโวนอยด์ กลัยโคไซด์ ฟีนอล และแทนนิน (29)  มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus (8, 29), V. chlorerae, V. parahaemolyticus, Sh. flexneri (8), B. subtilis, E. coli, Sh. dysenteriae และ S. paratyphi (29)  สารสกัด 95% เอทานอลจากเปลือกผลความเข้มข้น 60 มคก./จานเพาะเชื้อ (17), 10 มก./มล. (18), 100 มก./แผ่น (30) และ 105 มคก./มล. (31)  มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus (18, 30), P. mirabilis (17), B. subtilis , S. typhosa (31), Sh. dysenteriae (30, 31), Sh. flexeneri  และ Sh. sonnei (31)  สารสกัด 95% เอทานอลจากเปลือกผล ความเข้มข้น 2.5 มก./แผ่น (21, 22)  มีฤทธิ์ต้านเชื้อ E. coli, P. aeruginosa, S.  iondons, Sh. boydii  (21), S.  aureus ที่ดื้อต่อยา methicillin (MRSA) และ S. aureus (22) ได้  สำหรับในการทดสอบหาค่า MIC และ MBC ของสารสกัดนี้ต่อเชื้อต่างๆ พบว่า MIC ต่อเชื้อ S. aureus  เท่ากับ 0.2 มก./มล. (22)  และ 0.19 (32) ต่อเชื้อ MRSA เท่ากับ 0.2-0.4 มก./มล. (22)  ต่อเชื้อ E. coli  เท่ากับ 0.36-3.13 มก./มล. (21), 0.19-0.78 (23) และ 6.25 (32) ต่อเชื้อ P. aeruginosa, Sh. boydii  และ S.  iondons  มีค่า 0.09, 0.09 และ 6.25 มก./มล.  ตามลำดับ (21)   ส่วนค่า MBC ต่อเชื้อ S. aureus และ MRSA เท่ากับ 3.2  และ 1.6-3.2 มก./มล. ตามลำดับ (22)  ต่อเชื้อ E. coli  เท่ากับ 6.25-25 มก./มล. (21) และ 1.25-5% (w/v) (33)  ต่อเชื้อ Salmonella spp. เท่ากับ 1.25-2.5% (w/v) (34)  ต่อเชื้อ P. aeruginosa, Sh. boydii  และ S.  iondons  มีค่า 3.13, 3.13 และ 25 มก./มล.  ตามลำดับ (21)  นอกจากนี้ส่วนสกัดเอทิลอะซีเตทและบิวทานอลที่แยกได้จากสารสกัด 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อ E. coli,  P. aeruginosa, S.  iondons และ Sh. boydii ได้ โดยมีค่า MIC และ MBC อยู่ในช่วง 0.02-0.78 และ 0.19-6.25 มก./มล. ตามลำดับ (21)  สารสกัดอัลกอฮอล์จากเปลือกผล  ไม่ระบุความเข้มข้น  มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในตระกูล Aeromonas, Escherichia, Salmonella และ Vibrio (24) ได้   สารสกัดเฮกเซนจากเปลือกผล สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Sh.  sonnei, Sh. flexneri และ S.  typhi ได้  ส่วนสารสกัดคลอโรฟอร์มและสารสกัดเมทานอลยับยั้งได้เล็กน้อย จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีเบื้องต้นของสารสกัดเฮกเซน พบว่าเป็นพวกกรดแทนนิก (35)  

สารสกัดเอทานอลจากทับทิม (PG-1) ไม่ระบุส่วนสกัด มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus และ E. coli โดยมีค่า MIC เท่ากับ 0.39 และ 12.5 มก./มล. และมีค่า MBC เท่ากับ 1.56 และ 12.5 มก./มล. ตามลำดับ (36) สาร punicalagin ซึ่งเป็น ellagitannin ที่สกัดได้จากผลทับทิม มีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus ได้ (37) นอกจากนี้ยังพบว่าสารผสมระหว่าง ellagitannins ของทับทิมกับสาร naphthoquinones มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อ S. aureus ที่ดื้อยา methicillin (MRSA) รวมทั้งสายพันธุ์ MSSA และ ATCC (38)

  1. ฤทธิ์รักษาอาการอุจจาระร่วง

      ยาต้ม ขนาด 200 และ 500 มก./กก. สารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 50 และ 500 มก./กก. จากเปลือกผล มีฤทธิ์รักษาอาการอุจจาระร่วงในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้อุจจาระร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยลดการถ่ายอุจจาระ (fecal output) และยับยั้งการหลั่งของลำไส้เล็ก (39) สารสกัด 50% เอทานอลจากเปลือกผล ขนาด 0.5 ก./กก. และ 1 ก./กก. มีผลลดจำนวนครั้งของการถ่าย รวมทั้งลดจำนวนครั้งของอุจจาระที่มีเนื้อเหลว และทำให้ระยะเวลาเริ่มถ่ายครั้งแรก (onset) นานขึ้น อย่างมีนัยสำคัญโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม เมื่อทดลองในหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำให้อุจจาระร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง สำหรับการชักนำให้อุจจาระร่วงด้วยเซนโนไซด์ บี สารสกัดเปลือกผลมีแนวโน้มที่จะลดการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดขนาด 1 ก./กก. สำหรับการชักนำให้อุจจาระร่วงด้วย MgSO4 สารสกัดทั้ง 2 ขนาด มีผลป้องกันการถ่ายเหลวอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการชักนำให้ท้องเสียด้วย misoprostol สารสกัดมีแนวโน้มที่จะลดการถ่ายเหลวและถ่ายเป็นน้ำได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดขนาด 0.5 ก./กก. กลไกในการยับยั้งอาการท้องเสีย อาจเกิดจากสารสกัดมีผลไปเพิ่มการดูดซึมของน้ำในลำไส้หรือลดการขับน้ำออกสู่ลำไส้ และลดการบีบตัวของลำไส้ในสัตว์ทดลอง (40)
    
                      ตำรับยาที่มีสารสกัดเปลือกผลทับทิมเป็นส่วนประกอบ ขนาด 125-500 มก./กก. มีฤทธิ์รักษาอาการอุจจาระร่วงในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้อุจจาระร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยเพิ่มระยะเวลาในการเริ่มถ่ายครั้งแรกและลดการถ่ายเหลว นอกจากนี้ยังมีผลยับยั้งการเคลื่อนตัวของลำไส้ด้วย (41) แต่พบว่าสารสกัดน้ำและอัลกอฮอล์จากเปลือกผล ไม่ระบุความเข้มข้น ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนที่ของลำไส้เล็กหนูตะเภา (24)  เมื่อให้หนูขาวกินสารสกัดเมทานอลจากเมล็ด ขนาด 100, 200, 400 และ 600 มก./กก. พบว่ารักษาอาการอุจจาระร่วงได้ โดยจะลดความถี่ของการถ่าย ยับยั้งการเคลื่อนที่ของลำไส้ และยับยั้ง PGE2 ทำให้ไม่ถ่ายเหลว (42) มีรายงานว่าตำรับยาที่มีเปลือกผลทับทิมเป็นส่วนประกอบ สามารถรักษาอาการท้องเสียในเด็กและทารก จำนวน 305 คน โดยรักษาให้หายภายใน 1-3 วัน จำนวน 281 คน (92%) และมีอาการดีขึ้น 9 คน (3%) (43)
    
  2. ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ

สารสกัด 50% เอทานอลจากเปลือกผล มีผลยับยั้งการเกร็งของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูตะเภาที่ถูกเหนี่ยวนำให้หดเกร็งด้วย acetylcholine, BaCl2 และกระแสไฟฟ้า ความถี่ 0.2 และ 10 เฮิร์ท โดยความเข้มข้นที่สามารถยับยั้งการเกร็งได้ร้อยละ 50 เท่ากับ 1.17±0.68, 3.2±2.5 และ 1.68±0.24 มก./มล. ตามลำดับ (40) ขณะที่สารสกัด 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งการเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้เล็กหนูตะเภา (44)

            5. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ

    5.1  การทดสอบความเป็นพิษ   

สารสกัด 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน (4) สารสกัดน้ำ และสารสกัดอัลกอฮอล์จากราก (45) เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูถีบจักร พบว่ามีค่า LD50 เท่ากับ 0.25 ก./กก., 1,858 มก./กก. และ 2,031 มก./กก. ตามลำดับ เมื่อป้อนกระต่ายด้วยกรดแทนนิก ขนาด 1 ก./กก. เป็นเวลา 40 วัน พบว่าทำให้เกิดอาการเป็นพิษ ขณะที่ให้สาร pelletierine ในปริมาณที่เท่ากันก็ทำให้เป็นพิษเช่นกัน แต่น้อยกว่า tannic acid (46) สารสกัดน้ำจากผิวทับทิม ขนาด 0.4 มล./วัน ทำให้นกกระจอกตัวผู้ตายได้ (47) ส่วนสารสกัด 50% เอทานอลจากดอก ขนาด 1 ก./กก. เมื่อให้โดยการฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร พบว่าไม่เป็นพิษต่อหนู (48) สารสกัด hydroalcoholic จากผล ขนาดน้อยกว่า 0.1 มก./มล. ไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อนของไก่ เมื่อฉีดสารสกัดเดียวกันนี้เข้าทางช่องท้องหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ตายครึ่งหนึ่ง (LD50) เท่ากับ 731 มก./มล. และเมื่อให้โดยเข้าทางโพรงจมูกของหนูขาว ในขนาด 0.4 และ 1.2 มก./กก. ไม่พบพิษ (49)

                                 มีการศึกษาความเป็นพิษของสาร punicalagin ในหนูขาว โดยให้หนูกินอาหารที่มี punicalagin ผสมอยู่ 6%  เป็นเวลา 37 วัน พบว่าการกินอาหาร อัตราการเจริญเติบโต และค่า food utility index ลดลงใน 15 วันแรก โดยไม่มีผลเสียอย่างอื่นซึ่งสาเหตุอาจมาจากอาหารที่กินมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย และหนูมีความอยากอาหารลดลง นอกจากนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงของค่าต่างๆ ในเลือด รวมทั้งเอนไซม์ gluthatione peroxidase และ superoxide dismutase  การขับยูเรียและ triglyceride ออกมีปริมาณน้อยตลอดการทดลอง เมื่อตรวจลักษณะของเนื้อเยื่อตับและไต ไม่พบพิษ ซึ่งสรุปได้ว่า punicalagin ไม่เป็นพิษ เมื่อทดลองในระยะสั้น (50)

                            5.2 พิษต่อตับ

                   เมื่อฉีดสารสกัดจากเปลือกผลส่วนที่มี gallotannin ความเข้มข้น 0.5% เข้าช่องท้องหนูถีบจักร วันละ 20 มล./กก. เป็นเวลา 2 วัน เมื่อตรวจหนูวันที่ 3, 5 และ 9 วัน หลังจากให้สารสกัด พบว่าตับถูกทำลายอย่างรุนแรง (1)

            5.3 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์

                   สารสกัดเอทานอลจากใบและลำต้น ความเข้มข้น 530 มคก./มล. มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium T1530 (6)

            5.4 พิษต่อระบบสืบพันธุ์

                   สารสกัด 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ความเข้มข้น 2% ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออสุจิหรือทำให้น้ำอสุจิจับตัวเป็นก้อน (4) เปลือกผลทับทิม ขนาด 18 ก./กก. มีฤทธิ์คุมกำเนิด เมื่อผสมในอาหารให้หนูตะเภาและหนูขาวทั้ง 2 เพศกิน (51)  นอกจากนี้พบว่า สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่ระบุส่วนสกัดและขนาดที่ให้ มีฤทธิ์คุมกำเนิดในหนูขาวเพศเมียเช่นกัน (52)  ขณะที่สารสกัด 95% เอทานอลจากผล ขนาด 200 มก./กก. ไม่มีฤทธิ์ (53)  สารสกัด 95% เอทานอลจากผล (53) และสารสกัด 100% เอทานอลจากราก ขนาด 200 มก./กก. (54) ไม่ทำให้หนูขาวที่ตั้งท้องแท้ง เมื่อให้หนูกินสารสกัดดังกล่าว สารสกัด 95% เอทานอลจากผล (53)  สารสกัดอะซีโตน สารสกัดเมทานอล สารสกัด 50% เอทานอลจากทั้งต้น (55) ขนาด 200 มก./กก. และสารสกัดอะซีโตน สารสกัดด้วยน้ำร้อน สารสกัดเมทานอลจากราก ขนาด 150 มก./กก. (56) ไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อนของหนูขาว  มีรายงานว่าสารสกัดน้ำและสารสกัดเมทานอล มีผลยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนในหนูขาว (57)  เมื่อให้สารสกัด 95% เอทานอลขนาด 1.82 ก./กก. ทางกระเพาะอาหารแก่หนูขาว พบว่ามีผลยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนเช่นกัน (58)  ขณะที่เมื่อฉีดสารสกัดจากผล ไม่ระบุขนาดที่ให้เข้าช่องท้องหนูขาวเพศเมีย (59) และให้หนูกินสารสกัดเอทานอล ขนาด 200 มก./กก. (54) และให้สารสกัดบิวทานอล สารสกัดน้ำจากผล ขนาด 1.82 ก./กก. ทางกระเพาะอาหารแก่หนูขาว (58) พบว่าไม่มีผล 

            5.5 ทำให้แพ้

                   มีรายงานการแพ้ในคนที่รับประทานผลสดของทับทิม โดยจะเกิดการบวมที่ลิ้น (tongue angioedema) (60)  นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเด็กที่รับประทานเมล็ดทับทิม จะเกิดอาการหอบหืดชนิดที่ขึ้นกับ IgE (IgE-dependent ashmatic) เมื่อทดสอบการแพ้ทางผิวหนังด้วยวิธี prick-by-prick โดยใช้ผลสด พบว่าให้ผลบวก และผลการทดสอบด้วยวิธี RAST (Radio Allergo Sorbent) มีค่าเท่า