คลาสสุดท้ายของ Dental Public Health: ยังเหลืออะไรให้เราถามบ้าง


คลาสสุดท้ายของชั้นเรียนวิชา Dental Public Health นี้เกี่ยวกับเรื่อง Challenges and priorities for dentistry แปลง่ายๆ ว่า "ยังเหลืองานอะไรให้เรา (วิชาชีพทันตกรรม) ให้ทำอีก" "เราต้องการตอบคำถามอะไรอีก"

คุณครู จอห์น สเปนเซอร์ บอกว่าแม้ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลีย มิติต่างๆ ในการจัดการกับโรคในช่องปากก็ยังไม่หมดความสำคัญ ยังเป็นปัญหาอยู่ ถ้าเรารู้จักมองมันด้วยวิธีอื่นๆ นอกจากดัชนี DMF กับ CPI

คุณครูจอห์น ก็ลองไล่คำถามที่ไม่สามารถตอบได้ด้วยดัชนีสองตัวนี้ แต่สามารถตอบได้ด้วยฐานข้อมูลวิจัยในแง่มุมอื่นๆ ที่เก็บสะสมมาสามสี่สิบปี เพื่อให้ความชัดเจนเกี่ยวกับโรคและเกี่ยวกับหน้าที่ของวิชาชีพทันตกรรม

ลองไล่ดูนะครับ ในวงเล็บคือคำตอบจากข้อมูลวิจัยของประเทศออสเตรเลีย ที่สะสมกันมาสามสิบปีครับ

1.ในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา ฟลูออไรด์ในน้ำประปาช่วยลดโรคฟันผุระดับประชากรได้มากน้อยแค่ไหน เทียบกับไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์

(ฟลูออไรด์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการลดฟันผุ ไม่ว่าจะเทียบกับปัจจัยอื่นๆ ใดก็ตาม)

2.ฟลูออไรด์ในน้ำประปา เพิ่มอุบัติการณ์ของฟันตกกระมากแค่ไหน

(เพิ่มมาก แต่เพิ่มในระดับความรุนแรงต่ำ)

3.ประชากรแต่ละ cohort "สะสม" โรคในช่องปากมากขึ้นเท่าใดในระยะเวลาตั้งแต่เริ่มใช้ฟลูออไรด์ (หากตามประชากรออสเตรเลีย กลุ่มหนึ่งตั้งแต่เริ่มมีฟันขึ้น จนอายุสามสิบปี เราพบว่าเขาจะมีประสบการณ์ฟันผุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นหนึ่งซี่ทุกๆสี่ปี)

4.จำนวนหมอฟันที่มีอยู่ เพียงพอต่อการจัดการกับโรคในช่องปากของประชากรหรือไม่ (พอ หมอเกิน แต่มีปัญหาเรื่องการกระจาย)

5.แต่ละปี ภาครัฐควรจะสนับสนุนงบประมาณเท่าใดในการจัดการกับปัญหาโรคในช่องปาก วัดผลอย่างไร

(ยังตอบไม่ได้)

6.บริการภาครัฐให้ความเป็นธรรมกับประชากรโดยรวมหรือไม่ คนรวยมีโอกาสมากกว่าคนจนในการใช้บริการภาครัฐหรือไม่

(คนรวยเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายกว่า ถี่กว่า คนจน)

7.ในบริการภาครัฐ ด้วยปัญหาเดียวกัน คนรวยกับคนจนใครมีแนวโน้มที่จะถูกถอนฟันมากกว่ากัน

(คนจน)

8.จะวัดคุณภาพการบริการทันตกรรมภาครัฐอย่างไร ควบคุมคุณภาพอย่างไร

(ยังตอบไม่ได้)

9.กิจกรรมอะไรบ้างที่อาจจะถือว่าเป็นการ "สร้างเสริมสุขภาพช่องปาก" ในคลินิกทันตกรรมทั้งรัฐและเอกชน

(check up, prophylaxis)

10.ในการปฏิบัติงานจริง ทันตาภิบาลทำงานเพื่อลดงานในส่วนที่เป็นงานของทันตแพทย์ หรือ สร้างงานใหม่ในเรื่องการส่งเสริมป้องกัน เช่นกิจกรรมในโรงเรียน (ที่ออสเตรเลียไม่ถือว่าเป็นงานของทันตแพทย์)

(ยังตอบไม่ได้)

 

(แต่ที่พบคือ ถ้ากำหนดให้ ให้ a คืองานที่กฎหมายอนุญาตให้ทำ b คืองานที่ทำเป็นประจำ

ทันตแพทย์ a>>>>>>>>b (a มากกว่า b มากๆๆๆๆ) ในขณะที่ทันตาภิบาล a เกือบๆ จะเท่ากับ b)

11.เราต้องการทันตาภิบาล จำนวนเท่าใด เราต้องการผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาเป็นจำนวนเท่าใด จึงจะแก้ปัญหาโรคในช่องปากได้

(ยังตอบไม่ได้)

12.หัตถการของทันตบุคลากรทั้งหมด ช่วยลดปัญหาเป็นปริมาณเท่าใด และเพิ่มปัญหา (เช่นการถอนฟัน ลดปัญหาความเจ็บปวด แต่เพิ่มปัญหาในการบดเคี้ยว) เท่าใด

เอาแค่สิบสองข้อก็มึนแล้วครับ

ผมว่าคำถามพวกนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำหนดทิศทาง และการวางแผนในระดับประเทศ

แต่กว่าจะได้คำตอบ ก็ต้องทุ่มทรัพยากรอย่างมหาศาล ทั้ง ความคิด คน เงิน และเวลา

คลาสนี้ผมได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ของการใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยาเพื่อเป็นฐานสำหรับการตัดสินใจในเชิงนโยบายครับ

เพราะในฐานะนักวิชาการ อำนาจสำหรับการต่อรองอย่างเดียวที่เรามีอยู่ คือข้อมูลครับ

ย้อนกลับไปเรื่องอำนาจอีกนั้นล่ะครับ

ในประเทศที่พัฒนาแล้วเราได้เห็นจริงๆ ว่า "(ข้อมูลที่นำไปสู่) ความรู้คืออำนาจ"

ส่วนประเภท "เสียงดัง คืออำนาจ" "กล้ามใหญ่ คืออำนาจ" และ "เส้นใหญ่ คืออำนาจ" ก็ได้เห็นบ้าง แต่บ้านเมืองนี้ไม่ค่อยเปิดโอกาสและให้ความสำคัญกับอำนาจประเภทนั้นมากเท่าไหร่ครับ

หมายเลขบันทึก: 141449เขียนเมื่อ 24 ตุลาคม 2007 14:04 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 มิถุนายน 2012 22:32 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (2)

คำถามทั้งสิบสองข้อนี้น่าสนใจนะคะ

แต่ดิฉันอยากจะลองตั้งคำถามอีกซักข้อว่า....

คำถามทั้งสิบสองข้อนี้ เค้าตอบจากข้อมูลวิจัยของประเทศออสเตรเลีย แต่ถ้าเราลองหาคำตอบจากข้อมูลวิจัยในประเทศไทย เราจะพอมีคำตอบมั๊ยคะ

ถ้ามีคำตอบ เรามาช่วยหาคำตอบกันดีกว่า เพราะดิฉันเห็นด้วยจริงๆว่า "คำถามพวกนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำหนดทิศทาง และการวางแผนพัฒนางานทันตสาธารณสุขในระดับประเทศ"ค่ะ

สวัสดีครับคุณ Dr.Smile

ลองค้นดูได้ในนี้ครับ

http://dental.anamai.moph.go.th/more_downloads.php?cat_id=1

กับอีกอันของทันตภูธรครับ

http://www.netforhealth.net/ruraldent/

เท่าที่ผมทราบ สองแหล่งนี้เป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ทางชุมชนในระบบออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี