เลือดไม่ใช่น้ำตา:บทสรุปสงครามเลบานอน – อิสราเอล

 วิกฤติการณ์ทางการเมืองในเลบานอนนายอาดือนัน สุและเลาะ

รหัสนักศึกษา 4730820

นักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิชาเอกภาษอาหรับ   คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

Abstract

            This  article is study about the  crisis of politics in       Lebanon. The purpose of this  article is study about the cause of the conflict and war in Lebanon.             This article tells about  variety of  ethnict and relagion and the  greater country in Lebanon .which is cause of conflict .            Happening the conflict between muslim and  non muslim in Lebanon  bring on The  clash  and greatefighting  again    between Hisbollah  and Israel inlabanon in 2006                    This   article  has    opportunity     publicize the information to people have not know  before about the crisis of politics in Lebanon . and be good source for study or do research for any people who want to learn about the crisis of politic in Lebanon.

เลบานอนเป็นประเทศที่ผู้คนจากหลายฝ่ายพยายามเข้าไปมีบทบาท และไม่เพียงแค่ประเทศและองค์กรที่อยู่ในดินแดนตะวันออกกลางเท่านั้นแต่ยังรวมประเทศที่เป็นชาติยุโรปตะวันตกต่างพากันมามีบทบาทในดินแดนนี้เช่นกัน                                                                                                         เดิมทีดินแดนของเลบานอนเองก็มีชาติพันธุ์และสำนักคิดที่หลากหลายอยู่ เพื่อให้เห็นภาพโครงสร้างของสังคมได้ชัดเจนขึ้น อาจอธิบายเพิ่มเติมได้ว่าเลบานอนเป็นดินแดนที่มีศาสนาและชาติพันธุ์หลากหลายอย่างยิ่ง คือมีทั้งสำนักคิดซุนนี ชีอะฮ์ และดรูซ ในกรณีของชาวมุสลิม มาโรไนต์ คาทอลิก กรีกออร์โธดอกซ์และกรีกคาทอลิก ในกรณีของชาวคริสต์ ชาวดรูซมุสลิมก็แตกต่างไปจากมุสลิมในที่อื่นๆ เพราะชาวดรูซเชื่อในสำนักคิดที่เป็นไปในแบบลึกลับ รวมทั้งเชื่อในเรื่องของการอวตารด้วย แต่น่าเสียดายที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เลบานอนไม่ค่อยได้พบเอกภาพในความหลากหลายเลย                                                                                                                                         แน่นอนอย่างยิ่งเมื่อมีความหลากหลายด้านชาติพันธุ์และสำนักคิดแน่นอนมันจะเกิดความยุ่งยากที่จะบริหารหรือปกครองประเทศชาติภายหลังได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส ทำให้ต้องมีข้อตกลงทางด้านการเมืองระหว่างคนในชาติซึ่งมีความหลากหลายในส่วนนี้ ให้ลงรอยกัน และก่อนฝรั่งเศสให้เอกราชแก่เลบานอน ได้มีการทำข้อตกลงระหว่างชาวมาโรไนต์กับมุสลิมสำนักคิดซุนนีว่าประธานาธิบดีของเลบานอนควรเป็นชาวคริสเตียนมาโรไนต์ตลอดไป และนายกรัฐมนตรีต้องเป็นซุนนี  ส่วนตำแหน่งต่างๆ ทางการเมืองจะแบ่งกันไปตามศาสนาซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร มีเงื่อนไขบางประการกำหนดไว้ เช่น ถ้าประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นชีอะฮ์ ผู้บัญชาการทหารจะต้องเป็นมาโรไนต์ เสนาธิการจะเป็นชาวดรูซ ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ข้าราชการพลเรือน จะตั้งไปตามอัตราส่วน คริสเตียน 6 คนต่อมุสลิม 5 คน ฯลฯ                                                                                                                        ระหว่างปี 1945 และปี 1958 ระบบข้างต้นได้รับความสำเร็จในการรักษาความสมดุลและความร่วมมือระหว่างผู้นำชุมชนที่มีความแตกต่างกันได้ในระดับหนึ่ง   แต่ต่อมาภายในคนรุ่นเดียวกันระบบดังกล่าวก็เริ่มอ่อนแอลง     และเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านสำมะโนประชากร ชาวมุสลิมเติบโตรวดเร็วกว่าชาวคริสเตียน ทศวรรษ 1970 ชุมชนมุสลิมสามชุมชน ซุนนี ชีอะฮ์ และดรูซ มีจำนวนมากกว่าชุมชนคริสเตียนผู้นำบางคนจากทั้งสามกลุ่มไม่ค่อยเต็มใจที่จะยอมรับข้อกำหนดที่ว่าอำนาจสูงสุดของประธานาธิบดีจะต้องอยู่ในมือของชาวคริสเตียนเท่านั้น                                                                 ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจในประเทศ นำไปสู่ความเจริญเติบโตของกรุงเบรุตจนกลายเป็นนครใหญ่ ครึ่งหนึ่งของเมืองเบรุตมีประชากรที่อาศัยอยู่ที่นั้นมาช้านานแล้ว อีกครึ่งหนึ่งเป็นที่มาทำงานที่นั้น เลบานอนก็ได้กลายเป็นนครที่ใหญ่ที่ขยายตัวออกไปจำเป็นต้องควบคุมด้วยรัฐที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น                                                                                                                                         อย่างไรก็ตาม การที่เลบานอนมีรัฐบาลที่ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่เปราะบางระหว่างบรรดาผู้นำจากหลายกลุ่ม จึงมักจะไม่อยู่ในฐานะที่จะทำตามข้อเรียกร้องของฝ่ายใดได้ และการดำเนินนโยบายใดๆ จะทำได้ก็ต่อเมื่อมันไม่ได้กระทบกระเทือนต่ออำนาจของผู้นำ นอกจากนี้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองของเลบานอนก็มีส่วนที่เกิดจากการที่โลกตะวันตกพยายามดึงเลบานอนเข้ามามีส่วนร่วมกับตน ในขณะที่โลกอาหรับก็พยายามดึงเลบานอนมาอยู่กับฝ่ายอาหรับ เลบานอนจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของภายนอกอย่างมาก ในที่สุดความไม่ลงรอยกันระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสเตียนได้นำพาประเทศไปสู่สงครามกลางเมืองอันโหดร้ายในปี 1978                                                   ความพยายามที่จะให้มีการตกลงกันทางการเมืองประสบความล้มเหลว ทุกฝ่ายต้องการอำนาจทางการเมือง ชาวคริสเตียนซึ่งเคยมีอำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจมากกว่า ต้องการรักษาอำนาจเดิมไว้ ส่วนฝ่ายมุสลิมก็เรียกร้องให้ได้มาซึ่งความเท่าเทียมและความความยุติธรรมที่พึงได้รับจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นของพวกเขา                                                                                                                                            ความไม่ลงรอยหรือความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมกับชาวคริสเตียน ที่มีอยู่แล้วในเลบานอนและประกอบด้วยการเข้ามามีบทบาทของบุคคลหรือองค์กรภายนอกนั้น แน่นอนความรุนแรงนี้จะเป็นผลของความขัดแย้งและจะขยายขึ้นไปอีก
                สำหรับองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ซึ่งนำโดย อารอฟัต ที่มีฐานอยู่ในเลบานอนนั้น แม้จะมีคำสั่งไม่ให้ PLO เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามกลางเมือง แต่ก็กระตือรือร้นที่จะติดอาวุธและฝึกฝนให้กับกองกำลังแห่งชาติเลบานอน อันเป็นกองกำลังที่ให้การช่วยเหลือชาวซุนนี             บุคลภายนอกที่ได้เข้ามามีบทบาทในส่วนนี้เช่นกัน ก็คืออิสราเอล  ส่วนอิสราเอลก็เข้ามาเลบานอนเพื่อช่วยเหลือฝ่ายมาโรไนต์ และเพื่อปราบปราม PLO และต่อมาในปี1978 เลบานอนจึงลุกเป็นไฟ การสู้รบระหว่างฝ่ายคริสเตียนและมุสลิมเร่าร้อนขึ้น โดยมีผู้สนับสนุนที่หนุนหลังก็คือฝ่ายPLO ที่หนุนหลังให้กับมุสลิม และอิสราเอลที่เป็นฝ่ายสนับสนุนให้กับทางด้านฝ่ายคริสเตียนมาโรไนต์ และโดยมีทั้งซีเรียเป็นดังกรรมการกลาง ทั้งนี้ซีเรียก็ได้ใช้ความพยายามทั้งทางการทูตและใช้กำลังเพื่อไม่ให้สงครามขยายตัว ทั้งนี้ ซีเรียได้รับความไว้วางใจจากสันนิบาตอาหรับให้เข้าไปแก้ไขปัญหาเลบานอนในตอนต้นๆ ของสงคราม                                                                                                                                                     จากการที่ซีเรียได้รับความไว้วางใจจากสันนิบาตอาหรับให้เข้าไปเป็นผู้ไกลเกลียปัญหาทำให้บทบาทและอำนาจของซีเรียมีเพิ่มมากขึ้น และมีการส่งกองกำลังจำนวน 30,000 นาย เข้าไปในเลบานอน ในนามของกำลังสำหรับต่อต้าน (Arab Deterent Force )          นอกจากซีเรียแล้วก็ยังหน่วยรักษาสันติภาพของนานาชาติ โดยการนำของสหประชาชาติ และแล้วความรุนแรงของสงครามทำให้หน่วยรักษาสันติภาพที่พยายามเข้ามาสร้างสันติภาพในเลบานอนต้องถอนตัวกลับในที่สุด หลังจากทหารฝรั่งเศสต้องสังเวยชีวิตไป 58 นาย สหรัฐ 241 นาย เมื่อรถบรรทุกระเบิดยอมตายวิ่งเข้าใส่หน่วยรักษาสันติภาพ ฝ่ายมุสลิมอ้างว่าหน่วยดังกล่าวเอนเอียงไปทางอิสราเอล ความวุ่นวายในเลบานอนขยายกว้างออกไปอีก เมื่อกองกำลังอิสราเอลเข้ายึดครองเลบานอนภาคใต้ในวันที่ 14 มีนาคม 1978 โดยเข้าครอบครองภาคใต้ของแม่น้ำลิตานี (Litani) ทั้งหมด ยกเว้นเฉพาะเมืองไทร์