การพิจารณาอายุพระศาสนา ๑
มีปัญหาถามว่า พระพุทธเจ้า จะทรงพิจารณาบ้างไหมว่า พระพุทธศาสนาของพระองค์นี้ จะตั้งอยู่ในโลกได้นานเท่าไร จึงจะอันตรธานไป? หรือว่า พระองค์ไม่สนพระทัยเลย มันจะเสื่อมเมื่อไร ก็ปล่อยมันไปตามธรรมดาของมัน. เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในโลก มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นที่สุด.
เมื่อพยายามตอบปัญหาในวิสัยนี้ เชื่อว่า โดยมากจะเห็นคล้ายกันว่า พระพุทธเจ้าต้องพิจารณา และรู้ว่า เมื่อไรพระพุทธศาสนาของพระองค์จึงจะอันตรธานไปจากโลกนี้ คือ ทราบว่า จะตั้งอยู่นานเท่าไร?
เมื่อพระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นอายุพระพุทธศาสนาแล้ว พระองค์จะพิจารณาเพื่อทราบเหตุการณ์ ความเจริญและเสื่อมในระหว่างๆอายุพระพุทธศาสนานี้หรือไม่? ซึ่ง ก็ควรตอบว่า พิจารณา และรู้ละเอียดทุกซอกทุกมุมด้วย.
ทีนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าทราบเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นด้วยอนาคตังสญาณ. แล้ว พระพุทธเจ้าจะพิจารณาเหตุของความเจริญและเสื่อมแห่งพระศาสนานี้หรือไม่? ก็ย่อมต้องพิจารณา.
เมื่อพระพุทธเจ้าเห็นความเจริญและเสื่อมแห่งพระศาสนา เห็นเหตุที่พระศาสนาจะตั้งอยู่นานหรือไม่นานแล้ว ทั้งรู้วิธีการพยุง การป้องกัน เพื่อเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาของพระองค์ตั้งอยู่นานในโลก. ถามว่า เมื่อพระองค์เห็นเหตุนั้นๆ ในส่วนที่พระองค์สามารถสร้างเหตุไว้รองรับ เพื่อเป็นปัจจัยให้พระพุทธศาสนาตั้งอยู่ในโลกได้นาน อย่างนี้แล้ว พระองค์จะขวนขวายกระทำเหตุนั้น หรือจะดูดาย.? ก็ต้องตอบว่า ขวนขวายสิ
ดูได้จากตัวอย่างเรื่องการบวชภิกษุณี. คือ ในครั้งที่พระนางมหาปชาบดีโคตมีขอบวช พระองค์ปฏิเสธเสียสามครั้ง จนพระอานนท์มาขอร้องอีกทีหนึ่ง แล้วถามถึงการบรรลุธรรมของสตรี พระองค์ก็จึงยอมอนุญาต แต่ก็ได้ตั้งครุธรรม๘ไว้ ดุจเป็นทำนบกั้น ไม่ให้ผลจากการที่มีภิกษุณีนี้ มาบั่นทอนอายุพระพุทธศาสนาเร็วเกินไป.
ทีนี้ เมื่อพระองค์พิจารณาเหตุที่จะทำพระศาสนาให้ตั้งอยู่นานหรือไม่นาน ด้วยปัจจัยของบุคคล อย่างนี้คือ 1. มีโมเนยยบุคคล แต่พระราชาไม่อุปถัมภ์
2. มีโมเนยยบุคคล และมีพระราชาอุปถัมภ์
3. ไม่มีโมเนยยบุคคล แต่มีพระราชาอุปถัมภ์
4. ไม่มีโมเนยยบุคคล และไม่มีพระราชาอุปถัมภ์
ถามว่า ใน๔ปัจจัยนั้น ปัจจัยใด จะเป็นเหตุให้พระศาสนาเสื่อมช้าหรือเร็วกว่ากัน? ก็จะเรียงลำดับได้ว่า
ในคราวใดพระพุทธศาสนา ได้จอมปราชญ์ทางฝ่ายบรรพชิตเป็นผู้นำ คือ มีภิกษุผู้เป็นอรหันต์ ทรงปฏิสัมภิทาญาณ เป็นสุขุมาลชาติ. ทั้งยังได้พระราชาผู้เป็นปราชญ์ เป็นใหญ่เหนือฝูงคนเป็นองค์อุปถัมภ์ ในคราวนั้น พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองถึงขีดสุด. จะมีผู้ออกบวชมาก ผ้ากาสาวพัสตร์ปลิวไสวรุ่งเรือง พระอรหันต์ปรากฏหนาแน่น เพราะได้รับการสนับสนุนทุกทาง.
ในคราวใด พระพุทธศาสนา มีจอมปราชญ์ฝ่ายบรรพชิต แต่ไม่ได้พระราชาสนับสนุน เมื่อนั้น คนที่ออกบวชก็จะมีน้อย ผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมก็จะน้อย พระอรหันต์ก็จะน้อยกว่าปัจจัยแรก.
ในคราวใด พระพุทธศาสนา ไม่มีจอมปราชญ์ในฝ่ายบรรพชิต คือ ไม่มีทั้งพระอรหันต์ พระอนาคามี สกทาคามี หรือโสดาบัน ที่แท้แล้ว มีแต่เฉพาะปุถุชน แต่ได้พระราชาผู้เป็นใหญ่สนับสนุน. ในคราวนั้น คนจะออกบวชมาก ศึกษาธรรมมาก แต่ไม่มีผู้แนะนำ ผู้บรรลุธรรมจะมีน้อยกว่าสองกรณีแรกมาก. แม้จะมีผู้ศึกษามากก็ตาม. เพราะขาดผู้แนะนำ.
และ ในคราวใด พระพุทธศาสนา ไม่มีจอมปราชญ์ ในฝ่ายบรรพชิต ทั้งไม่ได้พระราชาสนับสนุน ในคราวนั้น คนออกบวชในพระศาสนาก็น้อย ผู้ศึกษาก็น้อย. แม้ในพวกที่ออกบวชและศึกษาเอง ก็ไม่มีผู้แนะนำ การบรรลุธรรมย่อมหาได้ยาก จนถึงไม่มีการบรรลุธรรมเลย. นี่เป็นช่วงสุดท้ายของพระพุทธศาสนา ที่จะสิ้นไปจากโลก.
เมื่อพระพุทธเจ้าเห็นอย่างนั้น และทรงทราบความที่พระองค์จะปรินิพพาน ทรงทราบความที่ใครจะเป็นโมเนยยบุคคล ใครจะเป็นพระราชา, ทรงทราบลำดับกาลปรากฏแห่งท่านเหล่านั้น. พระองค์จะขวนขวายอย่างไร เพื่อให้พระพุทธศาสนาตั้งอยู่ในโลกได้นาน.?