คราวที่แล้วข้าพเจ้าได้พูดถึงกำหนดการงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาว คราวนี้จะพูดถึงประวัติการทำปราสาทผึ้งเมืองสกลนคร
ประวัติการทำปราสาทผึ้ง
การทำปราสาทผึ้ง ส่วนมากในภาคอีสานนิยมทำกันมาแต่โบราณ ด้วยเหตุผลหรือคติที่ว่า
1. เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
2. เพื่อตั้งความปรารถนาไว้ หากเกิดในภพมนุษย์ขอให้มีปราสาทราชมณเฑียรอาศัยอยู่ด้วยความมั่งมีศรีสุข ถ้าเกิดในสวรรค์ขอให้มีปราสาทอันสวยงามมีนางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวารจำนวนมาก
3. เพื่อรวมพลังสามัคคีทำบุญกถศลร่วมกัน พบปะสนทนากันฉันพี่น้อง
4. เพื่อเป็นการประกาศหลักศีลธรรม ทางบุญทางกุศลให้ปรากฎ โดยชาวคุ้มต่าง ๆ ร่วมกับข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน บริจาคเงิน ตามศรัทธา พร้อมกันทำปราสาทผึ้ง กำหนดเอาเทศกาลออกพรรษาเป็นวันจัดงาน
มูลเหตุแห่งการทำปราสาทผึ้ง
ปรากฎในหนังสือธรรมบท ภาค 6 เรื่องยมกปาฎิหาริย์ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษาปีที่ 7 บนสวรรค์ดาวดึงส์ ชั้น 2 ประทับที่บัณฑุกัมพลสีลาอาสน์ ทรงแสดงอภิธรรมปิฎกแก่พระมารดา ดวงตาเห็นธรรม ครั้นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันมหาปวารณาออกพรรษา พระพุทธเจ้าตรัสอำลาพระอินทร์ เพื่อเสด็จลงสู่เมืองมนุษย์ พระอินทร์จึงเนรมิตบันได 3 ชนิดคือ
-บันไดทองคำอยู่เบื้องขวา
-บันได้เงินอยู่เบื้องซ้าย
-บันไดแก้วมณีอยู่ตรงกลาง
ครั้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็เสด็จลงทางบันไดแก้วมณี่ตรงกลาง ท้าวมหาพรหมกั้นเศวตฉัตร ท้าวสุยาม ถือพัดวาลวีชนีพวกเทวดาลงทาง บันไดทองคำ เบื้องขวา มีนักฟ้อน นักดนตรีติดตาม พวกมหาพรหม ลงทางบันไดเบื้อซ้าย มีมาตุลีเทพถือดอกไม้ของหอมติดตาม ครั้นเสด็จถึงประตูเมืองกัสสะนคร ประทับพระบาทเบื้องขวาก่อนและเรียกสถานที่นี้ว่า "อจลเจดียสถาน" สืบมา ประทับทรงดูรอบทิศอีกเป็นครั้งที่ 2 พวกเทวดามนุษย์ นาค ครุฑ สัตว์นคร ต่างชื่นชมในพระบารมีพระพุทธเจ้า และเกิดความเลื่อมใสในบุญกถศลเป็นอย่างยิ่ง จึงเกิดจินตนาการมองเห็นปราสาทวิมานสวยงามใคร่อยากไปอยู่จึงรุ้ชัดว่า การที่จะไปอยู่ในปราสาทสวยงามได้นั้น จะต้องสวร้างบุญสร้างกุศล ประพฤติปฏิบัติอยู่ในหลักธรรมทำบุญใส่บาตรสร้างปราสาท กองบุญขึ้นในเมืองมนุษย์เสียก่อน จึงจะได้ จากนั้นมาจึงพากันคิด สร้างสรรค์ปราสาท ให้มีรูปลักษณะคล้ายปราสาทวิมานบนสวรรค์ทรงจตุรมุข มีเสา มีห้อง มีหน้าพรหม ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บันได มียอด มีมณฑป ลวดลายวิจิตรสวยงามตามยุคตามสมัยต่อกันมา