เวลาเด็กเล็กๆฟังคุณพ่อ คุณแม่หรือคุณครูเล่านิทาน ลองนึกก็เห็นภาพพวกเด็กๆนั่งฟังกันตาแป๋วอย่างใจจดใจจ่อ คงจะเป็นเพราะเด็กฟังนิทานแล้วนึกจินตนาการตามเรื่องเล่าไปตลอด
ผมจะต้องไปบรรยาย KM Concept ให้กับบริษัทด้านปิโตรเคมีในจังหวัดระยอง ระหว่างเตรียมการสอนเรื่อง ทักษะที่สำคัญของ KM ซึ่งก็คือการฟังอย่างลึก ( Deep Listening ) คิดว่าถ้ายกตัวอย่างประกอบจะทำให้ผู้ฟังบรรยายเข้าใจได้ดีขี้น นึกอยู่นานก็ปิ้งแว๊บขึ้นมาว่าเวลาเด็กเล็กๆฟังคุณพ่อ คุณแม่หรือคุณครูเล่านิทาน ลองนึกก็เห็นภาพพวกเด็กๆนั่งฟังกันตาแป๋วอย่างใจจดใจจ่อ คงจะเป็นเพราะเด็กฟังนิทานแล้วนึกจินตนาการตามเรื่องเล่าไปตลอด ไม่ได้ฟังแล้วคิดนำไปเปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิมแบบผู้ใหญ่ นี่ก็แสดงว่าช่วงที่อยู่ในวัยเด็กเราเคยฟังเป็นกันแล้วทุกคน แต่พอโตขึ้นประสบการณ์มากขึ้น เมื่อฟัง ความคิดมักจะนำเรื่องที่ฟังไปเปรียบเทียบกับประสบการณ์แล้วตีความไปตามความเชื่อของแต่ละคน เป็นเหตุให้คนเราส่วนใหญ่ยิ่งโตยิ่งฟังได้ไม่ลึก เพราะฟังไปคิดตีความไปด้วยบางทีก็เกิดค้านอยู่ในใจอีกเหตุหนึ่งที่ฟังไม่ลึกเพราะโดยปกติความเร็วในการพูดของมนุษย์จะประมาณ 125 คำต่อนาที แต่มนุษย์สามารถคิดได้เร็วถึง 500 คำต่อนาที ทำให้เมื่อฟังแล้วระหว่างที่รอให้ผู้พูด พูดตามความคิดเราให้ทันนั้น เรามักจะปล่อยความคิดตีความ เปรียบเทียบหรือคิดเรื่อยเปื่อย
ถึงเวลาสอนจริงผมใช้ตัวอย่างการฟังอย่างลึกต้องฟังแบบเด็กอนุบาลฟังครูเล่านิทาน ทำให้ ผู้เข้าฟังบรรยายส่วนใหญ่เข้าใจได้ชัดขึ้น และคุณอำนวยบางท่านได้นำไปประยุกต์ใช้ตอนทำ KM Workshop ตั้งวง ลปรร. โดยก่อนเริ่มคุณอำนวยกลุ่มย้ำว่า ตอนเพื่อนเล่าจะต้องทำตัวเป็นเด็กอนุบาลฟังอย่างลึก กันทุกคน ซึ่งก็เป็นการเตือนที่นุ่มนวลและเข้าใจง่ายว่าต้องทำตัวอย่างไรตอนฟังเพื่อนเล่า สังเกตเห็นคนในกลุ่มหลายคนแอบอมยิ้มตอนคุณอำนวยเตือนให้ทำตัวเป็นเด็กอนุบาลหมีน้อยเทคนิคนี้ใครนำไปใช้ได้ผลอย่างไรเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
ขอนำเทคนิคนี้ไปใช้ยกตัวอย่างบ้างนะครับ . . . ทำให้เห็นภาพชัดเจนครับ . . . ให้ทุกคนกลับมาเป็นเด็กอีกครั้งหนี่ง!
ขอบคุณมากครับ.....ท่าน อ.ประพนธ์ ที่ชอบตัวอย่างนี้
ชอบรูปใหม่ของคุณหมอ นนทลี ครับ
และขอบคุณที่ชอบไอเดียนี้
แต่ห้ามบอกให้ทุกคนทำตาแป๋วนะครับ
เพราะถ้าฟังอย่างลึกแล้วตาจะแป๋วเองครับ...อิ อิ