อริยสัจจ์แห่งโลกธรรม

ปภังกร
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

อันโลกธรรม ได้ลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ ความสุข และความทุกข์
เกิดขึ้นแล้วทำให้ “ทุกข์” เช่นนี้เอง
มีขึ้นแล้วทำให้ดับซึ่ง “ทุกข์” เช่นนี้เอง

“ทุกข์” เป็นสภาพที่ทนได้ยาก
“ทุกข์” นั้นรุมเร้าอยู่ทุกลมหายใจ
“ทุกข์” เผาผลาญเราอยู่ในทุกขณะจิตที่ความคิดเข้าไปเกี่ยวกับและพันพัว
“ทุกข์” เป็นสภาพที่หนักอย่างแสนสาหัสเกินที่สุดจะทน
แต่ “ทุกข์” เป็นสิ่งที่เราควรกำหนดรู้..... เราได้รู้แล้ว

รู้ต้นเหตุ รู้ต้นตอ รู้ต้นทุกข์ รู้ตอทุกข์ รู้ว่า “ทุกข์” นั้นคืออะไร
เมื่อนั้นเราจะรู้แดนเกิดแห่งทุกข์ ซึ่งมิได้เกิดจากใคร คนใด ผู้ใด สิ่งใด ที่ไหน แต่...
“ทุกข์” นั้นเกิดขึ้นที่ “จิตที่มีผลมาจากความคิด”
“ทุกข์” นั้นเกิดขึ้นที่ “ความคิดที่มีผลมาจากจิต”
จิตและความคิด เป็นสภาพที่ควรละ ควรปล่อย ควรวาง เสียซึ่งความทุกข์เหล่านั้น
ไม่เกาะ ไม่ติด ไม่ยึด ไม่ถือ ไม่มั่น ไม่แบก ไม่หาม
ปล่อยนะ วางนะ
เราต้องเพียรละให้ได้แล้ว.....

ทำ ปฏิบัติ เพียรแจ้งชัดซึ่งอริยสัจ
ด้วยกายก็ดี ด้วยจิตก็ดี
กระทำอยู่ใน “ทุกข์” ทุกลมหายใจ
กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งสภาพที่ทนได้ยาก
กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งแดนเกิดแห่งทุกข์
กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งแก่นแห่งอริยสัจจ์
เราต้องเพียรทำให้แจ้งแล้ว.....

เจริญ” ศีล “เจริญ” สมาธิ “เจริญ “ปัญญา”
“เจริญ” โดยการตั้งจิตมั่น
“เจริญ” โดยการตั้งวาจามั่น
“เจริญ” โดยการตั้งกายมั่น
หายใจเข้า “เจริญ”
หายใจออก “เจริญ
ก้าวเท้าซ้าย “เจริญ
ก้าวเท้าขวา “เจริญ”
หยุดนิ่ง “เจริญ
เคลื่อนไหว “เจริญ”
“เจริญ” ทุกข์
“เจริญ” สมุทัย
“เจริญ” นิโรธ
“เจริญ” มรรถ
เราต้องเพียร “เจริญ” แล้ว
และเราต้องเพียร “เจริญอีก

เมื่อใดที่ยังมีชีวิตวนว่ายและตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ เราก็ต้อง...
เพียรว่ายวน “เจริญ” อริยมรรคอยู่ในทุก ๆ ลมหายใจ
เพียรหมุนก่ออยู่ในทุกขณะจิต
“เจริญ” ด้วยสติ
“เจริญ” ด้วยสมาธิ
“เจริญ” ด้วยปัญญา
“เจริญ” เมื่อจิตเกิด
“เจริญ” เมื่อจิตสงบ
เพียรเจริญ
เพียรเดิน
เพียรเพลิน
อยู่ในปฏิปทาแห่งมรรค
หมุนเวียน ฝึกฝน ดัดตน แยบยล ละตน ระวังตน บันดาลดล ทั่วทุกสกล ทุกแหล่งพหล ด้วยพลังของพระพุทธมนต์ที่สถิตอยู่ในสามแดนโลกธาตุแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยรากแก้วแห่งพระพุทธศาสนานั้นคือพระรัตนตรัย
แก้วรัตนะอันประเสริฐ เป็นปัจจัยให้เกิด “ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุติญาณทัสสนะ มรรคผล ธรรมวิเศษ นิพพาน
ไตรสรณะ จะเป็นทั้งตบะ เดชะ ดลบันดาลสู่ความสิ้นทุกข์ สิ้นภพ และสิ้นชาติ เทอญ....
อริยสัจจ์ ๔ นี้คือเวลาของโอกาสแห่ง “พระปัญญาธิคุณ”..........

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โลกแห่งธรรม



ความเห็น (2)

peung -anchana
IP: xxx.152.22.122
เขียนเมื่อ 

ดีจังคะ

เพิ่งมาพบ ข้อความคุณสุณญตา โดยบังเอิญ

การอยู่กับความทุกข์ จนมันบีบรัด ให้เราต้องหาทางคลายเอง นะ

ได้ประสบการณ์ตรงดีจริงๆ

อธิบายเพิ่มเกี่ยวกับ ที่เขียนว่า อริยสัจจ์ ๔ นี้คือเวลาของโอกาสแห่ง “พระปัญญาธิคุณ”..........

หน่อยจิคะ

เขียนเมื่อ 

พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนอะไร (How the Buddha teach)...?

สมเด็จพระบรมศาสนาสัมมนาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนในเรื่อของทุกข์และเหตุให้พ้นทุกข์ และสิ่งที่พระองค์ได้บรรลุซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณคือสามารถแทงตลอดได้ซึ่ง "อริยสัจจ์ ๔"

พระมหาโคดมผู้เจริญ ท่านทรงเป็นพระพุทธเจ้าที่เจริญด้วย "ปัญญาบารมี" (ปัญญาธิกะ)

จึงนับได้ว่าโอกาสอันที่ประเสริฐสุดซึ่งเราทุกคนนั้นได้เกิด ได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา ได้เกิดมาภายใต้ร่มของพระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซึ่งตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

โอกาสที่มาถึงพร้อมเช่นนี้ ที่เราได้เกิดมาเป็นคน พร้อมกับได้สดับรับทราบพระปัญญาธิคุณของพระองค์นั้นนับว่าประเสริฐยิ่งแล้ว

ปัจจัยที่ถึงพร้อมเช่นนี้ คือ หนึ่ง เราได้เกิดมาเป็นคนและยังไม่ตาย สองได้เกิดมาในสมัยที่มีพระพุทธเจ้า สามได้รับฟังพระธรรมเทศนา และเทศนาอันที่จะนำพาเราล่วงไปจากสังสารวัฏนี้ก็คือ อริยสัจ ๔ นั้นเอง

เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม อริยสัจจ์ ๔ นี้คือเวลาของโอกาสแห่ง “พระปัญญาธิคุณ” ที่จะน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อให้จิตหลุดไปเสียได้จากวัฏสงสารแห่งนี้...