วันที่ 11 ตุลาคม 2550
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี (สีแสด) ของสัปดาห์ที่ 23 นับถอยหลังไปอีกหน่อยก็คงเหลือ 34 วันเท่านั้นครับผม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตื่นมาแต่เช้ามืด 6 โมงที่นี่ ซึ่งก็เท่ากับตี 5 บ้านผม ต้องรีบไป round เพราะว่าครูเริ่มผ่าตัดเช้า เมื่อวานตอนเย็นท่านให้จูดี้โทรมาหาผม บอกว่าให้ผมเริ่มผ่าคนไข้คนแรกซึ่งเป็นของลุปน่าไปได้เลย วันนี้เป็นวันที่ประหลาดมาก เพราะว่าครูผมซึ่งเป็นนักผ่าตัดทางช่องคลอด แต่วันนี้มีคนไข้ผ่าตัดใหญ่ 7 คน ผ่าตัดทางหน้าท้องไปซะ 5 คนแล้ว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> การผ่าตัดคนแรกซึ่งเป็นคนไข้ของลุปน่า ผมทำหน้าที่เหมือนอยู่ที่ม.อ. เพราะว่าต้องคอยสอนเธอ เนื่องจากความมั่นใจของเธอลดลงไปมากตั้งแต่เจอภาวะแทรกซ้อนติดต่อกัน 2 สัปดาห์ หว่องฟุกก็มาเข้าช่วยด้วย เราก็สามารถทำได้ดี หว่องฟุกตื่นเต้นทุกครั้งที่ผมฉีกแนวออกจากเทคนิคครูหาญ ผมก็บอกว่า ดูแบบหมอไทยบ้างจะเป็นไรไป เรียนรู้ได้หลายทางไม่ดีหรอกรึ ไม่นานนักครูก็เข้ามา แล้วทักทายเราด้วยคำเดิมๆ “Why so slow ha?” ผมก็ตอบท่านไปว่า นี่ก็เสร็จแล้ว ผ่าตัดนะครับท่าน ไม่ใช่ช๊อปปิ้ง เล่นเอาลุปน่าและหว่องฟุกก๊ากขึ้นมาทันที <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ดูท่าทางเพื่อน registra ของผมทั้ง 2 คนนี่จะกลัวครูจริงๆ การผ่าตัดก็ค่อนข้างเกร็ง ครูถามว่าท่อไตยังอยู่ดีใช่ไหม เล่นเอาลุปน่าสะดุ้ง ผมตอบว่า “Yes” จะปิดท้องแล้วคร๊าบ ลุปน่าก็สะกิดผมให้หยุด แล้วถามครูว่าจะมาดูก่อนไหม จะเปิดแหวกให้ดู ผมก็งง นี่เรากำลังจะปิดท้องแล้วนะ ครูหาญก็บอกว่าปิดไป ปิดไป อย่าเสียเวลา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> คนไข้รายที่ 2 ท่านจะเปิดเอง จึงบอกให้ผมไปยังห้องที่ 3 เพื่อส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ ผมรับคำสั่งอย่างว่าง่ายแล้วเดินออกไป เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ครูลีเพิ่งสอนการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแค่ครั้งเดียวเอง คิดได้ดังนั้นก็เลยเริ่มระแวงตัวเอง ว่านี่จะไปทำคนเดียวนะเนี่ย ครั้งแรกเลยเชียว ตื่นเต้นจริงๆ แล้วมันก็ผ่านไปด้วยดี ก็กลับมาห้องเดิม พบว่าครูกำลังผ่าตัดกับลุปน่า ซึ่งเกิดปัญหาอีกแล้ว งานนี้ครูเป็นคนผ่าทะลุเข้ากระเพาะปัสสาวะคนไข้กับมือตัวเองเลย เล่นเอาลุปน่าหน้าตื่นอีกหน เพราะว่าเธออยู่ใน case อีกแล้ว “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย” เธอรำพัน ครูเงยหน้ามาเห็นผม ก็เลยรายงานว่ามีส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะอีกรายจะให้ทำอีกไหม ท่านเลยอนุญาต ผมก็ชักได้ใจรีบไปทันที พยาบาลที่ห้อง 3 บอกผมว่า ครูไว้ใจมากเลยจึงให้มาทำแบบนี้ ไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่หรอกนะ ดีใจได้ไม่นานก็นึกได้ว่า ไม่จริงหรอกม๊างงงง ก็เห็นบ่อยไป สุกี้เพื่อนผมก็เจอบ่อย หมอบีเพื่อนผมที่เพิ่งจบไปก็เป็นศิษย์โปรดของท่าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เรายังเหลือคนไข้อีกหลายคน ท่านบอกผมว่าท่านจะไปเปิดท้องคนไข้อีกรายที่ห้องข้างๆ ให้ผมรีบไปอีกห้องหนึ่งเพื่อตัดมดลูกทางช่องคลอดก่อน ท่านเรียกให้อาร์เธอมาช่วยผม ส่วนท่านผ่ากับอาร์ลีนไปก่อน ซึ่งวันนี้ผมกับอาร์เธอเข้ากันได้ดีมาก เขาทำไปก็ชมผมไป (ทำไม?) บอกว่านี่ผมจะกลับไปแล้ว จะคิดถึงสิงคโปร์ไหม คงมีคนคิดผมหลายคน เพื่อนร่วมก๊วนเบียร์อย่างนาตาลีก็คงเหงาลูกกระเดือกไปเลยเชียว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เราเอามดลูกออกมาได้ ก็เริ่มเตรียมเปิดผนังช่องคลอดด้านหน้าเพื่อที่จะสอด Total prolift แต่อาร์เธอไม่กล้าทำ ผมก็ไม่กล้าเสี่ยงด้วย จึงเรียกให้ครูเข้ามา ท่านเลยให้อาร์เธอไปช่วยอาร์ลีนต่อจากท่าน แล้วการผ่าตัดก็ดำเนินต่อไป วันนี้ท่านคุมผมทำการผ่าตัดสอด prolift จนสำเร็จ แล้วเราก็เริ่มผ่าตัดคนไข้รายสุดท้ายตอน 4 โมง คนนี้ครูตัดสินใจอยู่นานทีเดียวว่าจะผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องหรือทางช่องคลอดดี เพราะว่ามดลูกโตเท่าๆกับคนท้อง 3 เดือน แถมยังเคยผ่าตัดมาก่อน อาจจะมีพังผืดในท้องได้ แต่แล้วเราก็ตกลงกันว่าลองทางช่องคลอดก่อนก็แล้วกัน ไม่ได้ก็ค่อยเปิดท้อง ไม่เสียหาย ผมจึงทายาฆ่าเชื้อบนท้องเผื่อไปเลย เราเริ่มไปได้พักหนึ่ง อาร์ลีนก็เดินเข้ามาช่วยเป็นมือที่ 3 ครูถามเธอว่าทำไมช้าจัง เธอก็บอกว่า “ไปถาม AC ดูสิ” (AC คือ associated consultant: อาร์เธอ) ครูคงรู้ความนัย จึงบอกเธอว่า ทำไมถึงได้มีปัญหากับอาร์เธอจัง เธอควรเรียนรู้ที่จะชอบเขาหรือทำงานร่วมกับเขาบ้างนะ เธอบอกว่าคงเป็นไปไม่ได้ นี่กำลังจะขอเรียนแค่ 9 เดือนแล้ว ไม่เอาแล้ว 1 ปีตามที่เคยสัญญาไว้ เราคุยไปคุยมามดลูกก็หลุดออกมาได้ สร้างความตื่นตะลึงให้ผมมาก เพราะว่ามันใหญ่จริงๆ นี่ผมกับครูช่วยกันทำเหรอเนี่ย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เสร็จจากผ่าตัดก็ออกมาเขียนบันทึกการผ่าตัด อาร์ลีนดูเหมือนว่านั่งรอผมอยู่ดูเหม่อๆ แต่เพียงไม่นานเธอก็เดินออกไป พยาบาลก็แซวผมว่า เธอนั่งรอผม ปัดโธ่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมเดินเข้าสำนักงานก็ราวๆ 5 โมง จูดี้เรียกผม เธอส่งบัตรเชิญของงานเลี้ยง D&D party ของโรงพยาบาล KKH ในวันที่ 20 เดือนนี้ให้ผม และพอดีกับที่อาร์ลีนเดินเข้ามา เธอก็ส่งให้ด้วย แต่เพื่อนชาวฟิลิปปินส์ของผมบอกว่า เธอจะไม่ไปร่วมงานเลี้ยงนี้ เล่นเอาจูดี้หน้าตาตื่น เพราะเป็นที่รู้กันว่า งานนี้ครูสั่งให้ภาควิชาออกเงินซื้อที่นั่งให้คนของท่านทุกคน ดันดีสละสิทธิ์คนแรกเพราะป่วย เดือดร้อนถึงจูดี้ที่ตอนแรกไม่ไป แต่ตอนนี้ต้องจำใจนั่งที่ดันดีแทน แล้วมาตอนนี้อาร์ลีนบอกว่าจะไม่ไปอีกคน เลยทำให้เธออกสั่น เพราะจะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนหาคนมานั่งให้เต็ม ว่าแล้วอาร์ลีนก็พรั่งพรูมาว่า เธอไม่ไป เธออยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว แล้วก็ร้องไห้ ทำเอาเรางงเป็นไก่ตาบวม แล้วเธอก็เดินจากไป ปล่อยให้ผมกับจูดี้มองหน้ากัน เธอถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น ผมบอกไม่รู้ รู้เพียงแต่ว่าเธอเพิ่งผ่าตัดมากับอาร์เธอ ผมเลยพอจะเดาสถานการณ์ออก สงครามเริ่มขึ้นอีกแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> แต่ผมก็ไม่สนใจแล้วครับ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของเราต่อไป เดินลงไปที่ห้องเวชระเบียนเพื่อเก็บข้อมูลวิจัยที่เหลือของตัวเองต่อ จนกระทั่งทุ่มหนึ่งจึงเสร็จ ผมโทรหาเท้ง บอกว่ากระหาย เราเลยนัดกันไปดื่มในคืนนี้ เท้งก็เพิ่งเสร็จงานเหมือนกัน เรานัดเจอกันที่ Clarke Quay และพาเท้งไปนั่งดื่มที่ Breworks ที่ที่ผมเคยทำโทรศัพท์หล่นในห้องส้วมนั่นแหละ เรานั่งดื่มกันประมาณชั่วโมงหนึ่ง เท้งดื่มไวน์ ผมดื่มเบียร์ สมใจอยากแล้วก็กลับบ้านนอน ก่อนกลับก็ไม่ลืมตรวจสอบว่าโทรศัพท์ยังเหน็บอยู่ที่ข้างสะเอว สบายใจได้ แต่เหลือบมองโทรศัพท์ของโรงพยาบาลก็พบว่ามี missed call เป็นของครูหาญ โทรเข้ามาเมื่อ 1 ชั่วโมงก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังโทรคุยกับลูกเมียที่บ้าน ก็เลยตกใจ จะมีปัญหาอะไรหว่า คนไข้ที่ผ่าตัดไปเมื่อกลางวันมีปัญหารึเปล่า โทรไปหาท่านก็ไม่รับสาย สงสัยกำลังผ่าตัดอยู่แน่เลย เอ หรือว่าพรุ่งนี้มีผ่าตัดนอกรอบหนอ มันมักจะเป็นอย่างนี้เสมอๆ ผมคิดไปไกลเลยครับ แต่มันก็ง่วงแล้ว นอนหลับก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยมาลุ้นกันว่ามีอะไรเกิดขึ้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ราตรีสวัสดิ์ สิงคโปร์
สงสาร อาร์ลีนจัง ..
สวัสดีครับคอกาแฟ
แรกๆก็สงสาร แต่อยู่ไปอยู่มา ก็รู้สึกว่าเหนื่อย
เหนื่อยใจเล็กๆ รออ่านต่อไปนะครับ แล้วจะเข้าใจว่าทำไมผมเหนื่อย (ใจ)
สวัสดีครับพี่แดง
ไม่เจอพี่แดงนานเหมือนกัน
รูปใหม่แปลกตาไปเลยนะครับ
สวัสดีครับคุณครูกั๊ตจัง
สงสัยเวลาอ่านบันทึกของผม ต้องปิดจมูกแล้วกระมัง
สวัสดีครับคุณหมอแป๊ะ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับพี่สะมะ
ไป round คือ การไปดูคนไข้ที่อยู่ในหอผู้ป่วยครับ ที่เรียกว่า round นั้นก็เพราะว่า ในโรงเรียนแพทย์ มีการดูคนไข้พร้อมกันทั้ง อาจารย์ แพทย์ประจำบ้าน และนักศึกษาแพทย์ เมื่อคนมาก ก็จะต้องยืนล้อมเตียงคนไข้ เป็นลงล้อมไงครับ
นี่เป็นที่มาของการ round
คราวนี้ที่ต้องไป round เช้าก็เพราะว่า ต้องรีบไปผ่าตัดไงครับ
สวัสดีครับคุณแจ๊ซน้อย
ผ่าตัดแล้วดูง่าย ก็เหมือนกับคุณแจ๊ซน้อยนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ
เราต่างคนต่างถนัดกันคนละอย่างครับ
เจอคอมฯมีปัญหาทีไร แทบจะบ้าตายทุกที
แต่สิ่งที่ต่างกันนิดหนึ่งก็คือ คอมผมเจ๊ง ซื้ใหม่
คนไข้ผมเจ๊ง โดนฟ้อง
เหอออ ....
หนูเข้าใจว่า ไป round คือ ไปเดินทั่วๆ ward มาตั้งนานนะนี่
ลูกศิษย์ที่นับถือ
เหออออ..(สังเกตุว่าผมมี อ มากกว่า)
round แบบนั้นเรียกว่าเอ้อระเหยครับ
บางคนก็เป็นเอ้อระเหือด แบบว่าไร้ตัวตน (แม้ว่าทำตนเยี่ยงคนกำลัง round)