กระทรวงสาธารณสุข  คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  และ สสส. ร่วมกันจัดทำหนังสือ  “กรณีตัวอย่าง  การจัดการความรู้  ในหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข”  โดยมี รศ. นพ. สมชาติ โตรักษา  และ นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์  เป็นบรรณาธิการ     ซึ่งคงจะพิมพ์เผยแพร่เร็วๆ นี้

          วันนี้ขอนำเอาส่วนต้นของบทที่ 9  KM กรมอนามัย  มายั่วน้ำลาย 

แรกเริ่ม : เริ่มแรก KM กรมอนามัย

         นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์   ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบบริหารความรู้ กรมอนามัย     กล่าวในความตอนหนึ่งที่มีผู้มาเยี่ยมชมกิจกรรม KM ของกรมอนามัย ว่า “ที่นี่มองเรื่องการจัดการความรู้ว่า เป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนาองค์กร แต่ว่าเราก็พยายามอย่างยิ่ง ที่จะไม่ให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่า เป็นเทคนิคในการพัฒนาองค์กรอีกอันหนึ่ง ที่ต้องมีการบริหารจัดการแยกต่างหาก เพราะมันเป็นเทคนิค หรือแนวคิดการบริหารองค์กร ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับการทำงานของแต่ละคน พูดง่ายๆ คือไม่ใช่เรื่องของผู้บริหาร แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนจะได้ อันนี้ก็เป็นวิธีคิดอย่างหนึ่ง

         เพราะฉะนั้นจุดสำคัญที่เราพยายามทำกันอย่างมากในการทำ KM คือ ทำให้ทุกคนในกรมอนามัยรู้สึกว่า มาทำ KM นี้ดี เพราะว่ามันทำให้เราเปลี่ยนวิธีทำงานและทำงานได้ดีขึ้น”

         กรมอนามัยเป็นกรมวิชาการ มีภารกิจหลักอยู่อันหนึ่งที่ต่อเนื่องกัน คือ ต้องหาทางหาความรู้ในงานที่ตัวเองทำ และเอาความรู้ที่หาได้ไปทำให้เกิดประโยชน์ ในทางวิชาการของกรมอนามัยก็จะพูดอยู่เรื่อยว่า เสนอแนะเชิงนโยบาย ทำให้เกิดแผนงานโครงการต่างๆ

         ประเด็นที่สอง คือ ไปทำให้ผู้เกี่ยวข้องเรื่องสุขภาพของประเทศไทย ได้เอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ บทบาทอย่างนี้ของกรมวิชาการ ทำให้การทำงานจัดการความรู้มันสอดคล้องกับธรรมชาติขององค์กร

         เวลาทำเรื่องอย่างนี้ สิ่งหนึ่งที่เราพยายามไม่ทำ เพราะว่าเราทำตัวเป็นลูกศิษย์ที่ดีของ อาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ที่สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) อาจารย์จะบอกเสมอๆ ว่าถ้าจะทำ KM อย่าฟัง Lecture ให้ลงมือทำ … ก็พบว่า พอลงมือทำก็ทำได้เลย และทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

         ประเด็นที่สาม คือ เมื่อเราตกลงกันว่า เราจะไม่ Lecture มาก แต่ลงมือทำ ก็ต้องเคลียร์กันเพราะว่าสำหรับท่านที่อ่าน KM มาเยอะ ... จะพบว่า การทำ KM หรือวิธีคิดเรื่อง KM ของหน่วยงานต่างๆ มีลักษณะเป็นการทำการจัดการความรู้ที่เรียกว่า Explicit knowledge คือ ความรู้ในตำรา ... พวกเราจะพบว่า มีความรู้อีกประเภทหนึ่งซึ่งเขาเรียกว่า Tacit knowledge หรือความรู้แฝง ความจริงองค์กรจะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ เขาบอกว่า ต้องจัดการความรู้แฝงที่มีอยู่ในตัวคน มันสามารถจะไหลเวียนถ่ายเทได้ ... เพราะฉะนั้น ที่กรมอนามัยเราจะเน้นมากว่า เราอยากให้ความรู้แฝงในตัวคนมันไหลเวียน เราไม่เน้นมากเท่าไรกับการจัดการความรู้ที่มีอยู่ในตำรา ใน Journal ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ แต่ส่วนหนึ่ง ก็บอกว่า กรมอนามัยทำมากพอสมควรแล้ว แต่ละหน่วยงานสามารถทำได้อยู่แล้ว

         กรมอนามัยคิดง่ายๆ ไม่คิดซับซ้อนมาก …เราจับ Concept ในการทำงาน คือ จะทำ KM ต้องมีเป้าหมายที่จะพัฒนางาน เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่า จะทำ KM เพื่อไปพัฒนางานอะไร อันนั้นก็เป็นคำถามที่เราถามกันเป็นประจำ ถ้าใช้คำถาม อาจารย์หมอวิจารณ์ ก็จะถามว่า หัวปลาอยู่ตรงไหน จะหัวเล็ก หัวใหญ่ จะหลายหัวเล็กรวมกันเป็นพวงก็ไม่เป็นไร ในภาพรวมก็คือ ที่ “กรมอนามัย” เราก็เลยทำ KM ทั้งกรมฯ โดยพยายามให้หน่วยงานย่อยในกรมอนามัย เป็นคนทำ KM เน้นสำนัก/กองและศูนย์ฯต่างๆ (กรมอนามัยมี 29 หน่วยงานย่อย) เราให้แต่ละหน่วยงานเป็นเจ้าของเรื่องและทำแผน KM ของตัวเอง     แล้วก็กำหนดหัวปลาที่เหมาะสมกับตัวเอง

วิจารณ์ พานิช
๙ ต.ค. ๕๐