หลักเกณฑ์ขอมี/เลื่อนวิทยฐานะ

กำหนดเกณฑ์ใหม่ขอมี-เลื่อน'วิทยะฐานะครู' ต้องสอน 12-15 ชม.ต่อสัปดาห์

           คลอดแล้ว 7 เกณฑ์ใหม่ 'วิทยฐานะครู' กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ยื่นขอหรือขอเลื่อน ต้องมีภาระงานสอน 12-15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมมีระบบ Fast Track ถ้ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดชั้นเยี่ยมให้กระโดดเป็นระดับเชี่ยวชาญได้เลย ตรวจสอบเข้มใครมีความผิดวินัยร้ายแรง-ผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ไม่มีสิทธิ์ขอ ชง 'วิจิตร' เปิดประชาพิจารณ์ปลาย ต.ค. นี้ 
         นายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเฉพาะกิจปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ เปิดเผยว่า ขณะนี้ อ.ก.ค.ศ.ได้ตกลงหลักการของหลักเกณฑ์ใหม่แล้ว โดยสรุปสาระสำคัญได้ 7 ข้อ ดังนี้  

1.วิทยฐานะไม่ใช่สวัสดิการที่ทุกคนต้องได้ แต่เป็นตำแหน่งของผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ
 

2.การประเมินวิทยฐานะของครู ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นวิทยฐานะชำนาญการ เชี่ยวชาญ หรือเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องสะท้อนมาจากประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นๆ ไม่ใช่เป็นการมาทำเพื่อขอวิทยฐานะ และการประเมินก็ต้องประเมินจากการปฏิบัติหน้าที่ เช่น ศึกษานิเทศก์ ให้ดูผลงานจากการนิเทศก์การศึกษาที่มีผลต่อการพัฒนาโรงเรียน พัฒนาผู้เรียน และพัฒนาครู เป็นต้น
3.มีการกำหนดภาระงานของผู้ที่จะขอมีวิทยฐานะเพิ่มเติมจากเดิมไม่ได้กำหนดไว้ด้วย เช่น เดิมครูที่มีสิทธิ์ขอเลื่อนวิทยฐานะจะต้องปฏิบัติหน้าที่ครูมาไม่น้อยกว่า 2 ปี แต่หลักเกณฑ์ใหม่จะเพิ่มว่า ต้องมีภาระงานสอน 12-15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  

4.ครูที่มีความผิดทางวินัยร้ายแรง ผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ จะไม่มีสิทธิ์ขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อให้ความสำคัญกับการเป็นครูที่ดี ผู้บริหารที่ดี เป็นผู้ที่มีศีลธรรม มีวินัย ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ โดยในการประเมินจะมีการตรวจสอบประวัติ ซึ่งหากเรื่องอยู่ระหว่างการร้องเรียนก็จะทำการประเมิน แต่ถ้าพิสูจน์แล้วว่าผิดจรรยาบรรณ หรือผิดวินัยร้ายแรง ก็จะไม่แต่งตั้งให้วิทยฐานะถึงแม้จะผ่านประเมินก็ตาม ส่วนผู้ที่ได้เงินวิทยฐานะไปแล้วก็จะยุติการจ่ายเงิน  

5.ในการขอมีวิทยฐานะจะไม่กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ เนื่องจากได้กำหนดไว้แล้วว่าวุฒิปริญญาตรี ทำงาน 2 ปี มีสิทธิ์ขอได้   

6.ให้มีระบบ Fast Track หรือการเติบโตทางหน้าที่ราชการที่ก้าวหน้าลัดขั้นตอน เช่น ถ้าครูมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดชั้นเยี่ยมแบบที่เมื่อเอ่ยชื่อมาก็เป็นที่ยอมรับว่าเชี่ยวชาญ อาทิ อาจารย์สังคม ทองมี ก็อาจจะก้าวกระโดดเป็นระดับเชี่ยวชาญได้เลย ทั้งนี้ต้องประจักษ์ชัดทั้งความดีผลงาน และฝีมือการสอน   

และ
 7.การประเมินผ่านหรือไม่ผ่าน จะประเมิน 2 หมวดเท่านั้น
       หมวดแรก คือ คุณภาพของการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งวิธีการประเมินจะดูจากผลการทำงานเป็นสำคัญ เช่น แผนการสอน อุปกรณ์การเรียนการสอน พฤติกรรมการสอน และการประเมินการสอนของครู เป็นต้น ทั้งนี้จะมีผู้ประเมินลงไปการสอนในพื้นที่ด้วย
       ส่วนหมวดที่สอง คือ ผลการสอนการพัฒนาผู้เรียน จะดูจากคะแนนโอเน็ต ดูในเชิงพัฒนาการของลูกศิษย์ พัฒนาการของเพื่อนครู สถานศึกษา และชุมชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการเปลี่ยนการวัดและประเมินผลค่อนข้างมาก
          

          การกำหนดภาระงานสอนนั้นได้กำหนดไว้เพียง
12-15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพราะขณะนี้มีครูที่ไม่ทำหน้าที่สอนอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งถ้ากำหนดไปเต็มที่ในทันทีครูจะปรับตัวไม่ทัน ดังนั้น ครูที่ไปทำงานธุรการอยู่ หรือไปช่วยราชการที่ไม่ได้ทำหน้าที่สอน หรืออยู่ในโรงเรียนใหญ่ที่ไม่มีภาระงานสอน ต้องตัดสินใจถ้าจะเจริญก้าวหน้าต้องกลับมาโรงเรียนเล็ก ซึ่งมีภาระงานรออยู่อีกมาก ซึ่งผมเห็นว่านโยบายนี้จะช่วยกระจายครูจากโรงเรียนที่มีครูเกินไปสู่โรงเรียนที่ครูขาดได้ด้วย' นายสมหวัง กล่าว
         
นายสมหวัง เผยอีกว่า จะนำร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวเสนอนายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก่อนนำไปประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในปลายเดือนตุลาคมนี้ และนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเราต้องการให้เสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเดือนธันวาคมนี้

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">From : http://www.matichon.co.th</p><p> </p>